2006/Mar/18

"ถึกๆๆๆ ๆ ๆ...ๆๆ.."เสียงเครื่องยนต์ของรถไถ ดังมาจากไร่อ้อยที่ถูกตัดไปแล้ว รถไถจะมาไถนาอ้อยเพื่อทำการเกลี่ยหน้าดินสำหรับการปลูกอ้อยลงใหม่ เสียงของมันดังลั่นเข้ามาในบ้าน ชวนให้ผมกับไอเอ๋ ที่กำลังเอาไม้ไผ่มาเหลาทำโครงว่าว หันมาสนใจเสียงนั้นทันที
"ไปดูกันดีกว่า" ผมเอ่ยชวน
"อือ" ไอเอ๋ตอบสั้นแต่ได้ใจความ

คนแถบนี้มักจะปลูกอ้อยกันมากเนื่องจากได้ราคาดี บ้านผมก็ปลูกบ้านไอเอ๋ก็ปลูก นาอ้อยของแต่ละบ้านจะปลูกติดๆกันทำให้มองเห็นเป็นพุ่มเขียวติดต่อกันเป็นแถวยาว ลำต้นอ้อยจะสูงประมาณผู้ใหญ่ชูแขนขึ้นสุดมือ ใบจะยาวและคันถ้าไปเดินถูกใบมันเข้าการปลูกและดูแลรักษาก็ไม่ยากแรกๆหลังจากไถนาอ้อยแล้วก็นำพันธ์อ้อยมาตัดเป็นท่อนๆให้มีตาอ้อยติดด้วย ไม่งั้นอ้อยจะไม่ขึ้นนำมาวางๆไว้เป็นแถวๆ หลังจากนั้นก็กลบดินแล้วก็นำเครื่องขึ้นน้ำมาขึ้นน้ำรดมันซะ จากนั้นก็ปล่อยให้มันขึ้นตามธรรมชาติ มีบ้างที่ต้องเข้าไปตัดหญ้าที่ขึ้นมารกๆ หรือบางทีก็ต้องดูแลพวกหนูนา ที่เข้ามากัดกินต้นอ้อย ถ้าเจอเยอะๆก็แย่เหมือนกัน

ก่อนการตัดอ้อยจะมีการจับสลากกันก่อนเนื่องจากไร่อ้อยแถบนั้นมีเยอะแต่คนตัดอ้อยมีจำนวนจำกัด เมื่อถึงเวลาที่อ้อยราคาดีและอ้อยกำลังสมบูรณ์ต่างคนก็ต่างอยากที่จะให้ตัดอ้อยขอตนเองก่อนจึงต้องมีการจับสลากทำเบอร์ใครก่อนใครหลัง ซึ่งบางครั้งก็มีเหมือนกันที่มีการลักเผาอ้อย เนื่องจากจะทำให้ถูกลัดอันดับโดยถูกตัดก่อนทันทีเพราะจะทำให้อ้อยเสียเร็ว แต่อ้อยที่ถูกเผาก็ราคาตกลงนิดหน่อยเนื่องจากน้ำตาลที่ได้จากอ้อยที่เผารสจะออกหวานเปรี้ยวๆ ไม่ใช่หวานธรรมชาติ ก็มีบ้างหลายครั้งที่ไฟไหม้อ้อยเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ไฟเคยไหม้อ้อยในนาแม่ผมซึ่งไหม้เองตามธรรมชาติ คืนนั้นผมกับพี่ชายและแม่ ต่างวิ่งออกไปที่นาอ้อยซึ่งอยู่ไกลประมาณเกือบกิโลเพื่อไปดับไฟที่ไหม้ไร่อ้อย เริ่มแรกจากในตอนกลางคืนที่แม่ออกมาล้างเท้าก่อนเข้านอนก็เห็นแสงไฟเรืองๆสีส้มมาจากนาอ้อยซึ่งแม่จำตำแหน่งได้ว่าเป็นนาอ้อยของเรา แม่ตะโกนเรียกผมเรียกพี่ชายให้ไปหยิบกระป๋อง แม่ผมวิ่งไปหยิบจอบจากข้างบ้าน ผมไม่รู้อะไรมากได้แต่หยิบกระป๋องวิ่งตามแม่กับพี่ชายไปไปถึงนาก็เห็นไฟลุกโชนที่ไร่อ้อย พี่ชายรีบหยิบกระป๋องที่ถือมาวิ่งไปตักน้ำในคลองซึ่งอยู่ใกล้ๆมาสาดที่ต้นอ้อยดับไฟ ผมก็วิ่งไปช่วยตักน้ำด้วยอีกคนแม่วิ่งไปขุดดินรอบๆไม่ให้ไฟลามไหม้ไปทั่วไร่ คืนนั้นผมกับพี่ชายเดินกลับบ้านด้วยกันในเวลาเกือบเที่ยงคืน ส่วนแม่ผมยังคงนั่งใช้จอบไล่ตีไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่เรื่อยไป และบอกให้ผมกับพี่ชายกลับมานอนก่อน ผมตื่นขึ้นมาประมาณตีห้าก็เห็นแม่ทำกับข้าวอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่กลับมาตอนไหนและได้นอนหรือเปล่า จำได้ว่าที่ทำตอนนั้นคือเดินเข้าไปกอดแม่รู้สึกสงสารแม่ แม่หันมายิ้มถามเบาๆ"ตื่นแล้วเหรอ"

ผมกับไอเอ๋ วิ่งมาถึงคันดินที่เป็นเนินแบ่งเขตนาให้รู้ว่านาใครของใครเราเรียกกันว่า คันนามองไกลออกไปเห็นรถไถ วิ่งอยู่กลางนาอ้อยที่ถูกตัดจนโล่งเตียน รถไถจะมีจานเหล็กกลมๆด้านหลังสามสี่อันเพื่อไว้สำหรับขุดดินด้านล่างเอามาไว้ด้านบนเราเรียกมันว่า จานไถในนาอ้อยจะสังเกตเห็นตออ้อยที่ตัดไม่หมดผุดขึ้นมาเป็นแถว เนื่องจากในการตัด จะใช้คนตัดแล้วนำมามัดกองๆไว้เวลาเราวิ่งเล่นในนาอ้อยหลังตัดอ้อยเสร็จมักจะวิ่งไปสะดุดล้มบางทีก็ได้แผลเพราะตออ้อยที่ถูกตัดจะค่อนข้างแหลม ปัจจุบันจะใช้รถตัดอ้อยคันใหญ่ๆตัดแทนใช้คนงานเนื่องจากใช้เวลาน้อยกว่าและตัดอ้อยได้ไม่มีตอแต่เสียงจะดังมาก และค่าจ้างที่ใช้ในการจ้างตัดจะแพงมากด้วยเช่นกัน

คนตัดอ้อยส่วนใหญ่จะเป็นคนงานมาจากทางภาคอีสานรับจ้างตัดอ้อยโดยเฉพาะ หลังจากที่ต้นอ้อยถูกตัดไปแล้ว อ้อยก็จะถูกลำเลียงไปยังโรงงานทำน้ำตาล และในไร่อ้อยก็จะเหลือต้นอ้อยไว้กลุ่มนึงกว้างคูณยาวประมาณ 40 คูณ 40 ก้าวเดิน เรียกกันว่า อ้อยพันธ์ เข้าใจง่ายๆก็คือ เป็นอ้อยที่เอาไว้ใช้ทำพันธ์สำหรับการปลูกครั้งต่อไป ในอ้อยพันธ์นี้ก็จะเป็นที่อาศัยของหนู เราเรียกกันว่าหนูนา ซึ่งหนูนาในที่นี้ก็ไม่ใช่ว่า นาข้าวซึ่งตัวจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่เป็นหนูนาอ้อย ที่ตัวค่อนข้างผอมๆ แต่ก็กินได้เหมือนกันและเนื้อจะหวานเป็นพิเศษ คงเนื่องมาจากมันกินอ้อยนั่นเอง เหตุที่มันมาชุกตัวอยู่ในอ้อยพันธ์ก็เนื่องมาจากพื้นที่อื่นๆมันโล่งเนื่องจากถูกตัดอ้อยไปแล้ว จะเป็นที่รู้กันของนักดักหนูที่จะต้องเข้าไปดักในนั้นแล้วก็ไม่พลาดที่จะได้หนูนากลับมาทุกที

ผมกับไอเอ๋ มักจะมาเล่นว่าวที่ไร่อ้อยหลังจากที่อ้อยถูกตัดไปแล้ว เนื่องจากจะเป็นพื้นที่โล่งนาอ้อยแต่ละบ้านจะติดๆกันทำให้พื้นที่เล่นว่าวยิ่งโล่งขึ้นไปใหญ่ เวลาเล่นว่าวสิ่งที่เจอประจำก็คือ สะดุดตออ้อยมั่ง, ตออ้อยทิ่มตีนมั่ง, ใบอ้อยบาดมั่ง จึงไม่แปลกที่จะได้แผลกลับบ้านกันทุกวัน แต่ที่แปลกก็คือ เวลาตอนเล่นเราไม่ค่อยรู้สึกจะคันเวลาวิ่งไปบนใบอ้อยแต่เวลากลับมาบ้านจะคันคะเยอทุกที เวลาอาบน้ำเลยต้องขัดเยอะๆตรงที่คันก่อนที่จะทาทับด้วยแป้งอีกทีก็ทุเลาไปได้บ้าง

ปัจจุบันนาอ้อยถูกแทนที่ไปด้วยไร่มะเขือก่อนจะเป็นไร่มะม่วงและกลายมาเป็นไร่มะขามเทศ ซึ่งเข้ามาแทนที่ตามกาลเวลา ผมกลับไปถามแม่ว่าทำไมไม่ปลูกอ้อยอีกล่ะ แม่ตอบด้วยคำสั้นๆ "ราคาไม่ดี" พื้นที่เล่นว่าวเราจึงถูกบดบังไปด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างต้นมะม่วงและมะขามเทศ หลายครั้งที่ว่าวติดบนต้นเหล่านี้แล้วเอาลงไม่ได้จนต้องตัดสายป่านตัดใจทิ้งว่าวไป ทำไมไม่ปลูกอ้อยกันนะ อยากได้นาอ้อยคืนมาถึงแม้จะมีตออ้อยที่คอยทิ่มตีนเราก็เหอะ..เราได้แต่นึกบ่นกันอยู่ในใจ..

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ได้อ่านแล้ว ^^
ชอบหลายๆ เรื่องที่เขียนค่ะทั้ง

"บ้านยายอินท์" อ่านแล้วก็ทำให้หัวเราะเลย
โดยเฉพาะตอนโกยแน่บเพราะ "ผีมาแล้วเนี่ย"...

และเพิ่งรู้ว่า "แมงเม่า" กินได้ด้วยก็วันนี้แหละ
เป็นสัตว์ที่น่าลำคาญมาก เวลาที่บินเข้ามาตอม
หลอดนีออนในบ้าน ที่สำคัญชอบบินมาจอดบนหัวเนี่ยสิ!
แต่ก็น่าสงสารในเวลาเดียวกัน...เมื่อตอนที่มันเปียกฝน
หรือไม่ก็ปีกหลุดออก เพราะดูๆ แล้วจะคล้ายกับหนอนน้อยตัวนึง
เท่านั้นเอง

"นาอ้อย" แม้จะเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเศร้า
เมื่อตอนที่ไฟไหม้นาอ้อย
แต่ก็เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกประทับใจ...
#1  by  Minigal At 2006-03-21 13:18, 
ขอบคุณคับ
ทุกเรื่องที่เขียนมันเกิดกับตัวผมเอง เพราะผมอยากเก็บเรื่องราวตอนเด็กๆเอาไว้ สงสัยเริ่มแก่แล้วมั้ง หุหุ ขอบคุณที่ช่วยอ่านคับเพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่ายังมีคนที่รู้สึกเหมือนๆกัน เหมือนเจอคนบ้านเดียวกัน บางเรื่องข้อความวกวนผมก็ขออภัยด้วยนะครับ บังเอิญผมไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นเพียงนักอยากเขียนเท่านั้นเอง ขอบคุณคับ
#2  by  นายฉิม At 2006-03-21 17:01, 

<< Home


นพพร จันทร์ฉิม
View full profile