2006/Apr/05

วันนี้เราวิ่งเล่นกันอย่างสนุกเมื่อรู้ว่าอีกไม่กี่วัน จะมีการนวดข้าวกันที่ลานหน้าบ้านไอเอ๋ นึกถึงกองฟางที่จะได้หลังจากการนวดข้าว นึกถึงการสร้างโรงจากกองฟาง และเล่นปิดแอบโดยเข้าไปแอบซุกในกองฟางและเอาฟางมาปิดทับตัวไว้

ผู้ใหญ่หลายสิบคนมาเตรียมสถานที่ที่จะใช้นวดข้าวกันตั้งแต่สามโมงเย็น มาจากหลายครอบครัว ทั้งแม่และพี่ชายผม พ่อแม่ไอเอ๋ พวกพี่ไกร ลุงและอีกหลายสิบคน เรารู้จักมั่งไม่รู้จักมั่งเด็กๆอย่างเราก็ได้ช่วยบ้างตามประสาแต่ก็ช่วยได้ไม่นานก็ออกไปวิ่งเล่นกันมีผม ไอเอ๋ ไอเอก ไออาม สี่สหาย และก็สี่พี่น้อง ต้น ตั้ม ตุ้ยและติ๋ม พวกผู้ใหญ่ต่างพากันกวาดลานดิน ฝุ่นดินลอยคลุ้งตามแรงไม้กวาดไปทั่ว คนที่แข็งแรงก็พากันไปตัดลำไม้ไผ่จากบ้านยายอินท์ที่อยู่ตรงข้ามฝั่งถนน เพื่อจะเอามาทำเป็นเสากองฟางให้ฟางเกาะเป็นพุ่มสูงเวลานวดข้าว

"เอ้าเด็กๆ ใครว่างๆไปเอาสาลี่เข็นขี้วัวมาให้ทีเร้ว" เสียงผู้ใหญ่ดังมาจากในกลุ่มคนที่กวาดลานดิน
พวกเราหันกลับไปมองทันทีที่ได้ยินเสียง ไอเอ๋วิ่งไปเข็นสาลี่ที่เก็บไว้ในโรงหน้าบ้านออกมา
เด็กๆอีกสี่ห้าคนรวมทั้งผม วิ่งกรูกันเข้าไปนั่งบนรถสาลี่ อย่างสนุก

รถสาลี่เป็นรถไม้ มีสองล้อด้านข้างใหญ่พอๆกับล้อรถมอเตอร์ไซด์และมีที่จับเข็น พวกเราเข็นไปเก็บขี้วัวในคอกวัวใส่ถุงปุ๋ยเพื่อจะเอามารองพื้นเวลานวดข้าว ตอนเข็นนี่ก็สนุกเพราะจะผลัดกันนั่งในสาลี่แล้วก็จะแกล้งวิ่งเข็นกันแรงๆ ยิ่งเข็นแรงก็ยิ่งเสียวตกเพราะถ้าชนอะไรแล้วก็จะกลิ้งตกกันมาทั้งสาลี่เลยทีเดียว

เข็นกันมาจนถึงคอกวัว ภายในคอกวัวซึ่งเป็นคอกไม้ไผ่ตีแปะฝาและมีหลังคามุงหญ้าจากเก่าๆด้านบนจะมองเห็นขี้วัวกองอยู่หลายกอง บางกองก็แห้งเป็นผงบางกองก็สดๆใหม่ๆ เราก็เลือกเฉพาะที่แห้งๆตักใส่ถุงปุ๋ย เพราะเด็กๆอย่างเราก็ไม่ค่อยชอบขี้วัวเปียกสักเท่าไหร่ถึงแม้จะเคยชินกับมันมามากก็ตามทีหลังจากได้ขี้วัวก็นำมาใส่รถสาลี่แล้วก็เข็นกลับ บางทีก็เจอขี้วัวตามทางเดิน เพราะคนแถวนี้มักจะพาวัวเดินตามถนนไปหาหญ้ากินที่หลังซอยซึ่งมันก็จะขี้ตลอดรายทางเรามักจะเอาไม้มาแคะให้เป็นก้อนๆแล้วก็เอามาวิ่งไล่แปะกันเล่นจนสนุกสนาน

พอเข็นกลับมาถึงลานหน้าบ้าน พวกผู้ใหญ่ที่กำลังกวาดลานก็แบ่งกันมาช่วยพวกเราเข็นสาลี่บางคนก็ไปเอากะละมังมาเตรียมไว้ พร้อมใส่น้ำลงไปในกะละมัง เรากันช่วยขนขี้วัวลงมาจากรถสาลี่แล้วก็นำไปใส่ในตะแกรงแยกเศษหญ้าที่เห็นใหญ่ๆออกมาทิ้งไว้กองหนึ่ง แล้วจึงเอาขี้วัวใส่เข้าในกะละมังผสมกับน้ำ น้ำปนขี้วัวสีออกดำๆข้นๆ เราช่วยเขาคนขี้วัวในกะละมังกันอย่างสนุกสนานไม่ได้นึกขยะแขยงบางทีอาจจะเพราะเคยชินกับมันกระมัง เมื่อได้ที่ น้ำจะออกมาข้นๆเหนียวๆ หลังจากนั้นก็จะเอาน้ำผสมขี้วัวนี้ไปเทลงบนพื้นลานกว้างที่เราจะใช้นวดข้าวกัน ช่วยกันทาบนพื้นดินซึ่งถูกกวาดอย่างราบเรียบ จนมองเป็นพื้นเดียวกันหมด

"ทิ้งไว้สักสองแดดนึง ก็น่าจะแห้งนะ" เสียงตาใจบอกออกมาหลังจากที่เอาน้ำขี้วัวทาบนพื้นดินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มานั่งจับกลุ่มพักกันในร่มชายคาบ้านบางคนร้อนเหงื่อออกเต็มหลังจนต้องหยิบงอบที่สวมหัวออกมาพัดไล่ความร้อนออกจากตัว
"ทันอยู่แล้ว จริงๆแดดเดียวก็พอแล้ว" เสียงผู้ใหญ่ในกลุ่มอีกคนเสริมขึ้น

คำว่าสองแดดหมายถึงการตากแดดทิ้งไว้สองวัน ถ้าตากแดดวันเดียวก็เรียกว่าแดดเดียว เหมือนที่เขาเรียกว่าหมูแดดเดียวทำนองเดียวกันนั่นแหละ

หลังผ่านไปสองวัน ผืนลานดินโล่งที่พวกเด็กๆอย่างเราวิ่งเล่นกันก็เปลี่ยนเป็นผืนดินเรียบ ที่มองดูเหมือนถูกฉาบปูนไว้ ทั้งๆที่ถูกฉาบด้วยขี้วัวผสมน้ำ เป็นรอยแตกลายเส้นๆเหมือนรอยปูนแตก บางจุดมีรอยกระเทาะหลุดร่อนไปเป็นหย่อมๆ

ตาใจเดินเอาน้ำไปพรมๆ แล้วก็จัดการกวาดลานดินอีกครั้ง เพื่อเอาฝุ่นที่อยู่ด้านบนออก ทำให้พื้นดินยิ่งมองดูสะอาดตา พวกผู้ใหญ่เริ่มทยอยเดินทางมาทั้งลุงป้าน้าอา ถึงที่บ้านไอเอ๋อีกครั้งตอนประมาณบ่ายโมง อากาศกำลังดี วันนี้แดดร่มลมตก ยังพอมีลมพัดไล่ความร้อนระอุจากไอแดดไปได้บ้าง ทุกคนนั่งรอรถขนข้าวเปลือกที่มีทั้งต้นข้าวและเมล็ดข้าวเปลือกสีเหลืองทองบนรถ เพื่อจะนำมานวดข้าวในคืนนี้ คนที่พอจะรู้เรื่องไฟฟ้า ก็ช่วยกันหยิบเอาหลอดไฟไปติดไว้ตามรั้ว หน้าห้องน้ำ แล้วก็ผูกเชือกแขวนไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อที่จะให้แสงส่องสว่างเวลานวดข้าวคืนนี้

น้ำดื่ม,ข้าวสุก,กับข้าว ถูกทำขึ้นจากในครัวบ้านไอเอ๋ ควันลอยกรุ่นออกมาจากบนหลังคามุงสังกะสี และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ใหญ่ก็คือ เหล้า วงเหล้าถูกตั้งขึ้นอย่างเรียบง่ายบนเสื่อที่ถูกปูอยู่นอกชานเรือน เสียงเรียกหากับแกล้มดังขึ้นเป็นระยะ ๆ
"กินเยอะๆจะได้มีแรง" เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครงจากในวงเหล้า

หลังจากการเตรียมลานนวดข้าวเสร็จ พวกเราเด็กๆก็ได้แต่วิ่งเล่นอยู่แถวๆลานรอคอยเวลารถขนข้าวมา คืนนี้แล้วที่เราจะได้เห็นการนวดข้าว พรุ่งนี้แล้วที่พวกเราจะได้เล่นกองฟาง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงเวลานี้เสียงวิ่งเล่นเจี้ยวจ๊าวของเด็กๆอย่างพวกเราจะดังขึ้นมากกว่าเก่าอีกเป็นกอง....

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สิ่งที่ทำให้สังคมเมืองแตกต่างไปจากสังคมชนบทก็คือ
เรื่องของน้ำใจ การพึ่งพาอาศัย ความช่วยเหลือเกื้อกูลที่สังคมเมืองแทบจะไม่หลงเหลือ (หาไม่ค่อยได้)
ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานน้อย ทุกคนต่างคอยมาช่วยกันคนละมือสองมือ โดยที่บางคนยังไม่เคยเห็นหน้าคาดตากันด้วยซ้ำ...นิ
#1  by  Minigal At 2006-04-17 13:59, 
ชอบจังเลยอะ
อะไรที่มันชนบทแบบนี้
มีอะไรตั้งหลายอย่างให้ค้นหา
อะฮ้า

ปล. มาใช้ภากายกะน้องดอกซิเคอะ
#2  by  ดอกทอง - Mraz Mania At 2006-04-17 17:21, 
เหมือนเรื่องเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กเลยแฮะ
55+เกิดมาเพิ่งจะรู้จักรถสาลี่(เกิดไม่ทันมั๊ง55+)
#3  by   At 2006-04-17 17:49, 
อ่านแล้วทำให้นึกถึงตอนเด็กเลย ทำให้อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีกครั้งจังเลย
ปล.ผมนี่แหละ ไอเอ๋ ที่พูดถึง
#4  by  sirjate (203.151.123.98) At 2006-04-17 20:29, 
อยากเล่นกองฟางมั้งจังเลยน่าหนุกๆ=^.^=
#5  by  nung*gig* At 2006-04-17 21:58, 
รู้สึกดีจัง อยากให้แถวบ้านเราเป็นอย่างนี้บ้าง
ดูชาวบ้านจะรักกันดี คงสนิทกันมากๆเลย
เดี๋ยวนี้เด็กผู้ใหญ่ไม่ค่อยรู้จักกันคงเพราะเมื่อก่อนเป็นสังคมแบบเกษตร แต่เดี๋ยวนี้เริ่มเป็นสังคมแบบเมืองแล้วมั้ง
เมืองขยายมาสู่ชนบทมากขึ้นโรงงานก็มากขึ้น เกษตรกรชานเมืองอย่างบ้านเราก็มีแต่ต้องทำเองนั่นแหละหรือไม่ก็ว่าจ้างไม่มีแขกแล้วสมัยนี้
#6  by  :::SomeOne::: ก็แค่คนบางคน At 2006-04-18 08:20, 
สมองคนเราเก็บเรื่องเก่าไว้เยอะเหมือนกันนะครับ ยิ่งอยากถ่ายทอดก็ยิ่งมีเรื่องที่อยากจะบอกอีกมากมาย..
----------
ยินดีต้อนรับคุณเอ๋ครับ แอบอ่านมานานพึ่งปรากฏตัวเรอะ เหอๆ
--------
กองฟางคันมากครับ (รอติดตามตอนต่อไป)
#7  by  นายฉิม At 2006-04-18 08:21, 
เคยไปออกภาคสนามกับที่มหาลัยเหมือนกันอ่ะค่ะ แบบว่าฟางคันมากๆเลย แล้วก็ไม่ได้นวดแบบจริงๆจังๆแบบนี้ด้วย

เห็นการรวมแรงกันทำงานแล้วพาลให้คิดถึงสภาพสังคมปัจจุบันนะคะ
#8  by  dark-mylife At 2006-04-18 15:01, 
เป็นสิ่งที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ โดยเฉพาะในเมือง
( คนเมืองๆอย่างเรา ก็ได้แต่นั่งดมควันต่อไป )
#9  by  ความรู้สึกสีขาว At 2006-04-18 15:08, 
อ้าวแล้วเมื่อไหร่ จะนวดข้าวล่ะลุงฉิม

(รออ่าน55+) มาเยี่ยมจ้า
#10  by   At 2006-04-18 15:28, 
รอรถขนข้าวอยู่ครับ เหอๆ
(กำลังพิมพ์ 55+)
#11  by  นายฉิม At 2006-04-18 15:34, 
ชอบอ่าคับ
บรรยากาศแบบนี้
หุหุ

ขอบคุนคับที่ไปเยี่ยม
ลาดกระบังนี่เค้าเรียกชนบทรึป่าว
ชาญเมือง
งานเขียนคุณฉิมหอมกลิ่นฟางดีจัง

พลันให้คิดถึงตอนไปลงนาถลกผ้าถุง กลั้วโคลน จับปลาดุกตอนหมดหน้านาที่ทริปบ้านเพื่อน

มันสวยและสนุกจริงๆ
#14  by  Ku'Keaw* At 2006-04-19 02:20, 
อือ

อ่านแล้วคิดถึงบ้านเกีด

#15  by  [[ Dr Devil ]] At 2006-04-19 10:21, 
บรรยายได้บรรยากาศต่างจังหวัดมาก ๆ
นานมากกกก หลายปีที่ไม่ได้ออกไปต่างจังหวัด น่าอิจฉาคนที่ได้อยู่กับธรรมชาิติเจง ๆ
#16  by  Nemo At 2006-04-19 10:53, 

<< Home


นพพร จันทร์ฉิม
View full profile