วันนี้เราวิ่งเล่นกันอย่างสนุกเมื่อรู้ว่าอีกไม่กี่วัน จะมีการนวดข้าวกันที่ลานหน้าบ้านไอเอ๋ นึกถึงกองฟางที่จะได้หลังจากการนวดข้าว นึกถึงการสร้างโรงจากกองฟาง และเล่นปิดแอบโดยเข้าไปแอบซุกในกองฟางและเอาฟางมาปิดทับตัวไว้
ผู้ใหญ่หลายสิบคนมาเตรียมสถานที่ที่จะใช้นวดข้าวกันตั้งแต่สามโมงเย็น มาจากหลายครอบครัว ทั้งแม่และพี่ชายผม พ่อแม่ไอเอ๋ พวกพี่ไกร ลุงและอีกหลายสิบคน เรารู้จักมั่งไม่รู้จักมั่งเด็กๆอย่างเราก็ได้ช่วยบ้างตามประสาแต่ก็ช่วยได้ไม่นานก็ออกไปวิ่งเล่นกันมีผม ไอเอ๋ ไอเอก ไออาม สี่สหาย และก็สี่พี่น้อง ต้น ตั้ม ตุ้ยและติ๋ม พวกผู้ใหญ่ต่างพากันกวาดลานดิน ฝุ่นดินลอยคลุ้งตามแรงไม้กวาดไปทั่ว คนที่แข็งแรงก็พากันไปตัดลำไม้ไผ่จากบ้านยายอินท์ที่อยู่ตรงข้ามฝั่งถนน เพื่อจะเอามาทำเป็นเสากองฟางให้ฟางเกาะเป็นพุ่มสูงเวลานวดข้าว
"เอ้าเด็กๆ ใครว่างๆไปเอาสาลี่เข็นขี้วัวมาให้ทีเร้ว" เสียงผู้ใหญ่ดังมาจากในกลุ่มคนที่กวาดลานดิน
พวกเราหันกลับไปมองทันทีที่ได้ยินเสียง ไอเอ๋วิ่งไปเข็นสาลี่ที่เก็บไว้ในโรงหน้าบ้านออกมา
เด็กๆอีกสี่ห้าคนรวมทั้งผม วิ่งกรูกันเข้าไปนั่งบนรถสาลี่ อย่างสนุก
รถสาลี่เป็นรถไม้ มีสองล้อด้านข้างใหญ่พอๆกับล้อรถมอเตอร์ไซด์และมีที่จับเข็น พวกเราเข็นไปเก็บขี้วัวในคอกวัวใส่ถุงปุ๋ยเพื่อจะเอามารองพื้นเวลานวดข้าว ตอนเข็นนี่ก็สนุกเพราะจะผลัดกันนั่งในสาลี่แล้วก็จะแกล้งวิ่งเข็นกันแรงๆ ยิ่งเข็นแรงก็ยิ่งเสียวตกเพราะถ้าชนอะไรแล้วก็จะกลิ้งตกกันมาทั้งสาลี่เลยทีเดียว
เข็นกันมาจนถึงคอกวัว ภายในคอกวัวซึ่งเป็นคอกไม้ไผ่ตีแปะฝาและมีหลังคามุงหญ้าจากเก่าๆด้านบนจะมองเห็นขี้วัวกองอยู่หลายกอง บางกองก็แห้งเป็นผงบางกองก็สดๆใหม่ๆ เราก็เลือกเฉพาะที่แห้งๆตักใส่ถุงปุ๋ย เพราะเด็กๆอย่างเราก็ไม่ค่อยชอบขี้วัวเปียกสักเท่าไหร่ถึงแม้จะเคยชินกับมันมามากก็ตามทีหลังจากได้ขี้วัวก็นำมาใส่รถสาลี่แล้วก็เข็นกลับ บางทีก็เจอขี้วัวตามทางเดิน เพราะคนแถวนี้มักจะพาวัวเดินตามถนนไปหาหญ้ากินที่หลังซอยซึ่งมันก็จะขี้ตลอดรายทางเรามักจะเอาไม้มาแคะให้เป็นก้อนๆแล้วก็เอามาวิ่งไล่แปะกันเล่นจนสนุกสนาน
พอเข็นกลับมาถึงลานหน้าบ้าน พวกผู้ใหญ่ที่กำลังกวาดลานก็แบ่งกันมาช่วยพวกเราเข็นสาลี่บางคนก็ไปเอากะละมังมาเตรียมไว้ พร้อมใส่น้ำลงไปในกะละมัง เรากันช่วยขนขี้วัวลงมาจากรถสาลี่แล้วก็นำไปใส่ในตะแกรงแยกเศษหญ้าที่เห็นใหญ่ๆออกมาทิ้งไว้กองหนึ่ง แล้วจึงเอาขี้วัวใส่เข้าในกะละมังผสมกับน้ำ น้ำปนขี้วัวสีออกดำๆข้นๆ เราช่วยเขาคนขี้วัวในกะละมังกันอย่างสนุกสนานไม่ได้นึกขยะแขยงบางทีอาจจะเพราะเคยชินกับมันกระมัง เมื่อได้ที่ น้ำจะออกมาข้นๆเหนียวๆ หลังจากนั้นก็จะเอาน้ำผสมขี้วัวนี้ไปเทลงบนพื้นลานกว้างที่เราจะใช้นวดข้าวกัน ช่วยกันทาบนพื้นดินซึ่งถูกกวาดอย่างราบเรียบ จนมองเป็นพื้นเดียวกันหมด
"ทิ้งไว้สักสองแดดนึง ก็น่าจะแห้งนะ" เสียงตาใจบอกออกมาหลังจากที่เอาน้ำขี้วัวทาบนพื้นดินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มานั่งจับกลุ่มพักกันในร่มชายคาบ้านบางคนร้อนเหงื่อออกเต็มหลังจนต้องหยิบงอบที่สวมหัวออกมาพัดไล่ความร้อนออกจากตัว
"ทันอยู่แล้ว จริงๆแดดเดียวก็พอแล้ว" เสียงผู้ใหญ่ในกลุ่มอีกคนเสริมขึ้น
คำว่าสองแดดหมายถึงการตากแดดทิ้งไว้สองวัน ถ้าตากแดดวันเดียวก็เรียกว่าแดดเดียว เหมือนที่เขาเรียกว่าหมูแดดเดียวทำนองเดียวกันนั่นแหละ
หลังผ่านไปสองวัน ผืนลานดินโล่งที่พวกเด็กๆอย่างเราวิ่งเล่นกันก็เปลี่ยนเป็นผืนดินเรียบ ที่มองดูเหมือนถูกฉาบปูนไว้ ทั้งๆที่ถูกฉาบด้วยขี้วัวผสมน้ำ เป็นรอยแตกลายเส้นๆเหมือนรอยปูนแตก บางจุดมีรอยกระเทาะหลุดร่อนไปเป็นหย่อมๆ
ตาใจเดินเอาน้ำไปพรมๆ แล้วก็จัดการกวาดลานดินอีกครั้ง เพื่อเอาฝุ่นที่อยู่ด้านบนออก ทำให้พื้นดินยิ่งมองดูสะอาดตา พวกผู้ใหญ่เริ่มทยอยเดินทางมาทั้งลุงป้าน้าอา ถึงที่บ้านไอเอ๋อีกครั้งตอนประมาณบ่ายโมง อากาศกำลังดี วันนี้แดดร่มลมตก ยังพอมีลมพัดไล่ความร้อนระอุจากไอแดดไปได้บ้าง ทุกคนนั่งรอรถขนข้าวเปลือกที่มีทั้งต้นข้าวและเมล็ดข้าวเปลือกสีเหลืองทองบนรถ เพื่อจะนำมานวดข้าวในคืนนี้ คนที่พอจะรู้เรื่องไฟฟ้า ก็ช่วยกันหยิบเอาหลอดไฟไปติดไว้ตามรั้ว หน้าห้องน้ำ แล้วก็ผูกเชือกแขวนไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อที่จะให้แสงส่องสว่างเวลานวดข้าวคืนนี้
น้ำดื่ม,ข้าวสุก,กับข้าว ถูกทำขึ้นจากในครัวบ้านไอเอ๋ ควันลอยกรุ่นออกมาจากบนหลังคามุงสังกะสี และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ใหญ่ก็คือ เหล้า วงเหล้าถูกตั้งขึ้นอย่างเรียบง่ายบนเสื่อที่ถูกปูอยู่นอกชานเรือน เสียงเรียกหากับแกล้มดังขึ้นเป็นระยะ ๆ
"กินเยอะๆจะได้มีแรง" เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครงจากในวงเหล้า
หลังจากการเตรียมลานนวดข้าวเสร็จ พวกเราเด็กๆก็ได้แต่วิ่งเล่นอยู่แถวๆลานรอคอยเวลารถขนข้าวมา คืนนี้แล้วที่เราจะได้เห็นการนวดข้าว พรุ่งนี้แล้วที่พวกเราจะได้เล่นกองฟาง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงเวลานี้เสียงวิ่งเล่นเจี้ยวจ๊าวของเด็กๆอย่างพวกเราจะดังขึ้นมากกว่าเก่าอีกเป็นกอง....
2006/Apr/05
สิ่งที่ทำให้สังคมเมืองแตกต่างไปจากสังคมชนบทก็คือ
เรื่องของน้ำใจ การพึ่งพาอาศัย ความช่วยเหลือเกื้อกูลที่สังคมเมืองแทบจะไม่หลงเหลือ (หาไม่ค่อยได้)
ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานน้อย ทุกคนต่างคอยมาช่วยกันคนละมือสองมือ โดยที่บางคนยังไม่เคยเห็นหน้าคาดตากันด้วยซ้ำ...นิ
รู้สึกดีจัง อยากให้แถวบ้านเราเป็นอย่างนี้บ้าง
ดูชาวบ้านจะรักกันดี คงสนิทกันมากๆเลย
เดี๋ยวนี้เด็กผู้ใหญ่ไม่ค่อยรู้จักกันคงเพราะเมื่อก่อนเป็นสังคมแบบเกษตร แต่เดี๋ยวนี้เริ่มเป็นสังคมแบบเมืองแล้วมั้ง
เมืองขยายมาสู่ชนบทมากขึ้นโรงงานก็มากขึ้น เกษตรกรชานเมืองอย่างบ้านเราก็มีแต่ต้องทำเองนั่นแหละหรือไม่ก็ว่าจ้างไม่มีแขกแล้วสมัยนี้
สมองคนเราเก็บเรื่องเก่าไว้เยอะเหมือนกันนะครับ ยิ่งอยากถ่ายทอดก็ยิ่งมีเรื่องที่อยากจะบอกอีกมากมาย..
----------
ยินดีต้อนรับคุณเอ๋ครับ แอบอ่านมานานพึ่งปรากฏตัวเรอะ เหอๆ
--------
กองฟางคันมากครับ (รอติดตามตอนต่อไป)
----------
ยินดีต้อนรับคุณเอ๋ครับ แอบอ่านมานานพึ่งปรากฏตัวเรอะ เหอๆ
--------
กองฟางคันมากครับ (รอติดตามตอนต่อไป)
เคยไปออกภาคสนามกับที่มหาลัยเหมือนกันอ่ะค่ะ แบบว่าฟางคันมากๆเลย แล้วก็ไม่ได้นวดแบบจริงๆจังๆแบบนี้ด้วย
เห็นการรวมแรงกันทำงานแล้วพาลให้คิดถึงสภาพสังคมปัจจุบันนะคะ
เห็นการรวมแรงกันทำงานแล้วพาลให้คิดถึงสภาพสังคมปัจจุบันนะคะ
งานเขียนคุณฉิมหอมกลิ่นฟางดีจัง
พลันให้คิดถึงตอนไปลงนาถลกผ้าถุง กลั้วโคลน จับปลาดุกตอนหมดหน้านาที่ทริปบ้านเพื่อน
มันสวยและสนุกจริงๆ
พลันให้คิดถึงตอนไปลงนาถลกผ้าถุง กลั้วโคลน จับปลาดุกตอนหมดหน้านาที่ทริปบ้านเพื่อน
มันสวยและสนุกจริงๆ

บรรยายได้บรรยากาศต่างจังหวัดมาก ๆ
นานมากกกก หลายปีที่ไม่ได้ออกไปต่างจังหวัด น่าอิจฉาคนที่ได้อยู่กับธรรมชาิติเจง ๆ
นานมากกกก หลายปีที่ไม่ได้ออกไปต่างจังหวัด น่าอิจฉาคนที่ได้อยู่กับธรรมชาิติเจง ๆ