2006/Apr/21

พระอาทิตย์ดวงกลมโต สีออกแดงๆส้มๆ สามารถมองดูตรงๆได้โดยไม่แสบตาไม่เหมือนกับตอนกลางวันที่สว่างจ้าจนไม่กล้าที่จะแหงนหน้าขึ้นไปมองดู เวลานี้ดูเหมือนมันจะอ่อนแรงกับการทำงานที่ต้องแผดแสงออกมาทั้งวันมันค่อยๆเลื่อนคล้อยต่ำลงไปทางบ้านยายอินท์ แสงสีส้มที่เรียกกันว่าเป็นช่วงเวลา ผีตากผ้าอ้อม ลอดผ่านใบต้นมะขามต้นใหญ่ที่อยู่ติดถนนตรงทางเข้าบ้านยายอินท์ ส่องแสงสว่าง แดงระเรื่อออกมาอย่างแปลกตา บอกให้รู้ว่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่เรียกกันว่ากลางวันแล้ว..

ต้นมะขามต้นใหญ่ที่อยู่หน้าบ้านยายอินท์นี้ เราเคยวัดขนาดมันโดยการไปยืนโอบแล้วจับมือกัน ต้องใช้เด็กๆอย่างเราถึงสามคนจึงจะโอบได้รอบต้น เคยถามตาใจว่าอายุของต้นมะขามต้นนี้กี่ปีแล้ว คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่รู้เหมือนกันเพราะตั้งแต่แกเกิดมาก็เห็นต้นมะขามต้นนี้อยู่ตรงนี้อยู่แล้ว ถ้าเปรียบเป็นคนมันคงได้พบและได้เห็นอะไรมามากมาย มันคงเป็นเหมือนคนแก่ตามอายุของต้นที่มีความอบอุ่นดูจากบนต้นแล้วจะพบสัตว์นานาชนิด กระรอก,กระแต,นกหลากหลายชนิด ที่มีทั้งสร้างรังอาศัยอยู่หรือบางตัวก็มาพักหาที่หลบแดดชั่วคราว รวมไปถึงจำพวกงูที่นานๆจะโผล่มาให้เห็นสักทีหนึ่ง และแม้แต่เด็กๆอย่างเราเองที่บางครั้งก็เดินไปหาฝักมะขามที่หล่นตามพื้นมานั่งแกะกินกัน ถึงรสชาติมันจะออกเปรี้ยวก็ตามที

เย็นนี้ที่ลานหน้าบ้านไอเอ๋ ถ้านับรวมทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่วิ่งเล่นกันอยู่ก็เกือบสามสิบคน ทุกคนเฝ้ารอรถนวดข้าวที่จะเข้ามานวดข้าวเราในเวลาค่ำคืนนี้ ไม่นานนักเสียงวิ่งของรถคันใหญ่ก็มาถึง ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กต่างเฝ้ามอง ตั้งแต่ที่รถค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านเข้าประตูหน้าบ้านไอเอ๋เนื่องจากเป็นรถที่หน้าตาแปลกๆไม่เหมือนรถทั่วไปทำให้พวกเราเห็นแล้วตื่นตากันมากประตูบ้านไอเอ๋ถูกขยายด้วยการเอาเสาไม้ออกเสียเสาหนึ่งเนื่องจากความกว้างของตัวรถที่กว้างมากจนเข้าประตูไม่ได้ รถค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังจุดที่เตรียมไว้ใกล้เสาไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลักของกองฟาง สีของรถเป็นสีออกน้ำเงินเก่าๆ ผสมกับสีสนิมที่ขึ้นอยู่ประปรายตามมุมต่างๆของตัวรถ บ่งบอกให้เห็นถึงการใช้งานอันยาวนาน เมื่อตั้งรถได้ที่คนขับก็ลงมาทักทายกับคนข้างล่าง นั่งพักกินน้ำก่อนที่จะเดินไปดูรถประกอบที่นั่งตรงช่องนำต้นข้าวเข้า, ประกอบรางส่งข้าวเปลือกใส่กระสอบซึ่งอยู่ด้านล่าง และปล่องปล่อยเศษฟางซึ่งตั้งตรงไปยังเสาไม้ไผ่สูงชะลูดที่ปักไว้

วงสุราและสำรับกับข้าวที่พวกผู้ใหญ่นั่งกินกันตั้งแต่บ่ายถูกจัดเก็บเข้าบ้านเหลือเพียงแต่กระติกใส่น้ำและน้ำแข็งก้อนที่วางอยู่ใต้โคนต้นมะม่วงและในชายคาบ้านอีกกระติกหนึ่ง พวกผู้ใหญ่ทุกคนจัดแจงเตรียมตัวเหมือนเคย สวมเสื้อแขนยาว เอาผ้าขาวม้าโพกหัว ช่วงเวลานี้อากาศไม่ร้อนจึงไม่ได้ใส่หมวกหรืองอบกัน เสียงตาใจตะโกนโหวกเหวกให้เตรียมกระสอบมาใส่ข้าวเปลือกที่จะนวด พี่เจี๊ยบและพี่ไกรขึ้นไปนั่งรอตรงตำแหน่งเอาข้าวเข้าตัวเครื่องและอีกหลายคนด้านล่างจัดแจงเตรียมขนต้นข้าวที่มัดเป็นก้อนเพื่อนำใส่รถนวดข้าวลุงคนหนึ่งเดินถือคราดเดินไปรอที่เสากองฟางรอเขี่ยเศษฟางที่จะออกมาจากตัวรถให้เป็นก้อนเกาะบนเสาไม้ไผ่แม่ของผมและน้าหล่อแม่ของไอเอ๋ เดินไปหยิบถังที่ใช้ใส่ข้าวเปลือกเวลาหกหล่นเอามารองใกล้ๆตัวรถถังที่ว่าเป็นถังไม้ถ้าตักได้ 100 ถังจะเท่ากับ 1 เกวียน โดยเขาจะแบ่งเป็นหน่วย ว่า 20 ทะนานเท่ากับ 1 ถัง, 50 ถังเท่ากับ 1 บั้น, 2 บั้นเท่ากับ 1 เกวียน พวกผู้ใหญ่ที่นี่จะท่องกันได้ทุกคน แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่จะนับกันเป็นกระสอบว่าได้ข้าวกี่กระสอบกับอีกกี่ถังเพราะนับได้ง่ายกว่า พวกผู้ใหญ่จะแบ่งงานกันทำที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะทำงานที่ใช้แรงหน่อยเช่น ยกต้นข้าวใส่รถนวดข้าว,รอยกกระสอบข้าวเปลือกเอามารวมๆกัน ส่วนผู้หญิงจะยืนถือกระสอบรอตรงรางรับข้าวเปลือกและรอมัดกระสอบที่ใส่ข้าวเปลือกเต็มแล้ว

เมื่อทุกอย่างพร้อมเสียงเครื่องยนต์ของรถนวดข้าวก็ดังขึ้น เด็กๆอย่างเราเดินเข้าไปดูอย่างสนใจแต่ก็ถูกไล่ออกมาให้ดูไกลๆ คงจะกลัวพวกเราคันจากละอองข้าวที่ปลิวออกมา กิจกรรมการเล่นของพวกเราจึงหยุดอยู่ชั่วคราวมานั่งดูพวกผู้ใหญ่ทำงานกัน นึกในใจกันว่าพวกเราน่าจะโตกว่านี้อีกนิดนะจะได้เข้าไปช่วยพวกผู้ใหญ่นวดข้าวกัน คงจะสนุกน่าดูแต่ก็ได้แต่นั่งคิดกันไปเท่านั้น

เสียงของรถนวดข้าว ดังขึ้นก้องไปทั่วลานดิน ประสานกับเสียงดังของพวกผู้ใหญ่ที่ตะโกนเรียกกันไปมา พวกเขาขนต้นข้าวที่มัดเป็นก้อนๆขึ้นไปพักบนที่วางข้าวบนตัวรถใกล้ๆกับที่นั่ง พี่เจี๊ยบกับพี่ไกรช่วยกันตัดก้อนต้นข้าวให้แยกออกจากกันก่อนเอาใส่ลงไปในช่องใกล้ๆที่นั่งนั้น ต้นข้าวถูกยัดเข้าไปด้านใน เสียดสีกับเครื่องจักรภายในได้ยินเสียงกระทบระหว่างเมล็ดข้าวเปลือกกับผนังข้างในเหมือนเสียงฝนตกดังซ่า.......เป็นจังหวะ เศษต้นข้าวถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นฟางทันทีที่มันปลิวตามลมที่เป่าออกมาจากด้านในตัวรถลอยออกตามปล่องด้านข้างไปตกอยู่ที่โคนเสา ลุงแก่ๆรีบคว้าคราดมาคราดฟางรวมกันพร้อมมัดไว้ที่โคนเสาให้เป็นก้อนเล็กๆ ไล่ขึ้นไปเกือบถึงประมาณกลางลำไม้ไผ่ เมล็ดข้าวเปลือกค่อยๆไหลลงมาตามรางที่ต่อเชื่อมจากด้านในตัวรถตกใส่กระสอบที่ถูกถือรออยู่สองข้าง เมล็ดข้าวไหลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อ พวกเขาเร่งกันใส่ต้นข้าวลงไปในรถนวดข้าว เด็กๆอย่างเรามองดูด้วยความสนใจ มันเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยงานชาวบ้านตามจินตนาการของเราแม้เสียงของมันจะดัง ฟังดูเหมือนมันเจ็บปวดอยู่ก็ตาม

ค่ำคืนเดือนหงาย ดวงจันทร์ถูกปลุกขึ้นมาทำหน้าที่ส่องแสงสว่างแทนดวงอาทิตย์ที่ลับไปมันคงแปลกใจเมื่อมองลงมาเห็นลานดินด้านล่างที่เวลานี้ยังสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ด้วยหลอดไฟนีออน ที่ถูกเปิดขึ้นมาพร้อมกับคนอีกหลายคนที่ขมักเขม้นทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งๆที่เวลานี้น่าจะเป็นเวลาพักผ่อนของทุกคน ผมนั่งเล่นกันทอยการ์ตูนกับไอเอ๋อยู่ที่ในบ้าน บางทีก็เดินไปดูข้าวเปลือกที่ใส่กระสอบที่เขาช่วยกันยกมาไว้หน้าบ้าน บางครั้งก็แอบเดินไปดูกองฟางที่ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างจากฝีมือคุณลุงคนหนึ่งที่เดินถือคราดไปมา บนหัวของคุณลุงเต็มไปด้วยเศษฟาง ทำให้พวกเราอยากจะวิ่งเข้าไปสมทบด้วย แต่ก็เกรงใจไม้เรียวกันอยู่ปกติเด็กบ้านนอกอย่างเราสองทุ่มก็จะเข้านอนกันแล้ว ทำให้เวลานี้เราก็เริ่มเดินเล่นนั่งเล่นและผลัดกันหาวไปเรื่อยพร้อมๆกันเหมือนเป็นโรคติดต่อ พอผมหาวปุ๊บไอเอ๋ก็หาวต่อทันที แปลกอยู่เหมือนกันหรือจะเป็นโรคติดต่อจริงๆ..

ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนแคร่ หลังจากได้ยินเสียงปลุกของแม่ เหงื่อออกเต็มหน้าแม่ทั้งๆที่อากาศคืนนี้แสนเย็น บอกให้เห็นถึงความเหนื่อยจากการทำงานในคืนนี้ ผมมองออกไปนอกบ้านเสียงรถนวดข้าวเงียบลงแล้ว พวกผู้ใหญ่มานั่งพักดื่มน้ำ ได้ยินแต่เสียงพูดคุยกันเบาๆ เห็นกองต้นข้าวยังอยู่อีกหลายกอง และเห็นกองฟางขนาดย่อมๆยังไม่ใหญ่มากเหมือนที่คิดไว้นัก ผมหันไปดูไอเอ๋ เห็นมันหลับบนแคร่ใกล้ๆกับผม
"ไปนอนบ้าน ไปลูก" เสียงแม่เรียกผม
"เสร็จแล้วเหรอแม่" ผมถาม
"ยัง เขาพักเครื่องก่อน เดี๋ยวแม่ต้องมาทำต่อ" แม่เดินจูงมือผม ผมเดินตามอย่างว่าง่าย

แม่ให้ผมเข้าไปอาบน้ำก่อน สงสัยกลัวผมจะคันจากละอองข้าว จริงๆแล้วผมก็เริ่มรู้สึกคันๆอยู่เหมือนกัน เพราะแอบเดินไปดูใกล้ๆไม่ให้แม่เห็นตั้งหลายคร้ง หลังอาบน้ำก็เข้าไปนอนในมุ้ง เห็นแม่เดินหันหลังกลับไปทางหน้าบ้าน แม่ค่อยๆปิดประตูเบาๆ พรุ่งนี้เราต้องรีบตื่นมาดูกองฟาง ผมบอกกับตัวเอง

เสียงแว่วของรถนวดข้าวดังขึ้นอีกครั้ง อาจจะหนวกหูสำหรับบางคนที่ต้องการหลับในค่ำคืนนี้แต่ตอนนี้มันเป็นเสียงกล่อมนอนอย่างดีสำหรับผมเลยทีเดียว.....

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไม่เคยเห็นเหมือนกันค่ะ...ของจริงคงจะน่าตื่นเต้นนะคะ
#1  by  ยายแม่บ้าน At 2006-04-21 17:33, 
เข้ามาในดินแดนของบรรยากาศแบบไทย ๆ อีกแล้ว

ยังไม่เคยค่ะ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองดูสักครั้งค่ะ
#2  by  ~ * ~ Sun Sun ~ * ~ At 2006-04-21 17:38, 
อยากนวดข้าวเป็นจังเลย
นิยายชนบท...ที่มีคุณค่าดีมาก ทำให้ตระหนักได้ว่า เบื้องหลังความเป็นอยู่อย่างฟู่ฟ่าของคนในเมือง ยังมีชีวิตที่เรียบง่ายในชนบท ความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่น่าจดจำ การเฝ้ารอการนวดข้าว บรรยากาศความเป็นอยู่...กองฟาง...และเพลงกล่อมจากรถนวดข้าว
#3  by  ย้งยี้ At 2006-04-21 19:49, 
อ่านแล้ว มึนๆ ม่ะรู้จาเม้นอาราย
แวะมาทักทายกั๊บ
#5  by  .. At 2006-04-21 22:26, 
แค่เข้ามาชม เราก็แอบนิยมอยู่ในใจ
--
สโลแกนดอกหญ้าเลยตรู
--
ตอนนี้ยาวไปนี้ด..เร่งพิมพ์ไปหน่อย เหอๆ
#6  by  นายฉิม At 2006-04-21 22:45, 
ภาษาสวยจังเลย
ตอนแรกแหม่มแปลกใจนึกว่าเป็นนักเขียน เอ๋.. รึว่าจะใช่
บรรยากาศแบบนั้นน่าสนุกดีนะ แหม่มยังไม่เคยสัมผัส
ว่าแต่.. เป็นคนใต้รึเปล่าคะ
อ้อ.. ขอบคุณที่สอนให้แหม่มคิดนะ
#7  by  b l u e _ s i n e At 2006-04-21 22:47, 
อ่านแล้วรู้สึกอยากไปนอนที่บ้านซัก หนึ่งอาทิตย์ค่ะ..เพราะว่าบรรยายได้มองเห็นบรรยากาศมากและรู้สึกว่าอยากไปสัมผัสจริงๆ ค่ะ...

เค้าว่ากันว่ากลิ่นฟางเนี่ยมันหอมมากจริงๆ เหรอคะ...
#8  by  Hongfha At 2006-04-22 00:48, 
ชอบเรื่องของนายฉิมทุกตอนเลยอ่ะค่ะ
ตามกลับไปอ่านตอนเก่า ๆ ด้วยหล่ะ
แต่ตอนนี้ยังอ่านไม่หมดหง่ะ ได้อ่านแค่คร่าว ๆ
ตัวหนังสือมันเยอะ ต้อง print ไปไว้อ่านก่อนนอน หุหุ ^^"
ถ้าอ่านหมดแล้ว จะตามไปคอมเมนต์นะคะ
#9  by  ตา-กลม At 2006-04-22 00:48, 
คุณฉิม บทความของท่านทำให้
ข้าพเจ้าได้กลิ่นทุ่งนาหอมชื่นใจ จริงๆนะ

ให้ตายเถอะ อยากปีนต้นมะขาม!!
#10  by  Ku'Keaw* At 2006-04-22 01:25, 
ผมเด็กราชบุรีนะคับคุณแหม่ม แต่หน้าตาผิวพรรณก็ออกไปทางเด็กใต้แล้วล่ะครับ เหอๆ
----
ถามว่ากลิ่นฟางหอมหรือเปล่าเท่าที่ดมดูก็จะออกกลิ่นแห้งๆ มีกลิ่นข้าวเบาๆไม่แรงเหมือนกลิ่นข้าวสารที่เราหุงกินกัน ก็หอมดีครับ
---
บทความที่พิมพ์อยากให้ทุกคนได้หวนไปคิดในวัยเด็กครับ เพราะผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่ผมย้อนกลับไปคิดมันมีความสุขมาก ถึงแม้วัยเด็กของแต่ละคนอาจจะเติบโตมาในที่ที่ไม่เหมือนกันแต่ความสุขที่ได้ในวัยเด็กจะอยู่ในความทรงจำของทุกคนเหมือนๆกันเชื่อเหอะ
--
ตัวผมเองก็เพียงอยากถ่ายทอดความสุขนั้นออกมาให้ทุกคนได้เห็นกัน..
ปล.ขนาดเม้นท์ยังยาวเลยตรู เหอๆ
#11  by  นายฉิม At 2006-04-22 11:14, 
ภาษามีเสน่ห์ แอบแฝงด้วยลีลาการเขียนชวนให้อ่าน... และที่สุดๆ นั่นคือ การดึงเอาภาพวิถีชีวิตแบบชนบทที่หลายคนไม่รู้จักมาถ่ายทอดชนิดที่ลึกซึ้ง (เจ๋ง...จริงๆ) จาก "นกน้อยในไร่ส้ม"
ปล.ขอบคุณที่มาคอมเม้นส์นะครับ
#12  by   (203.156.140.145) At 2006-04-22 19:47, 
แล้วการตี หรือการใช้เท้าเหยียบนี่ ถือเป็นการนวดข้าวหรือเปล่าค่ะ
#13  by  dark-mylife At 2006-04-22 22:27, 
การตีอย่างที่คุณว่าเขาเรียกว่าการ ฟาดข้าว หรือที่เรียกเพี้ยนไปเป็น ฝัดข้าว เอาข้าวมามัดเป็นกำๆแล้วก็นำมาตีกับท่อนไม้ซุงใหญ่ๆที่วางไว้เมล็ดข้าวจะตกลงพื้นหรือภาชนะที่รองไว้ส่วนเศษต้นข้าวที่เรียกว่าฟางก็ทิ้งไปครับ ผมเกิดไม่ทันยุคนั้นแต่เคยได้ยินเขาเล่าให้ฟัง ส่วนที่เหยียบคนสมัยก่อนจะถือกันนะครับคงไม่ทำอันนี้ไม่แน่ใจ คาดว่าอาจจะสับสนกับการทำไวน์องุ่น เหอๆ
#14  by  นายฉิม At 2006-04-22 23:01, 
บางที่จะเรียกการนวดข้าวแบบที่ฟาดข้าวว่าฝัดข้าว แต่บางที่การฝัดข้าวจะหมายถึงการแยกเศษเปลือกข้าวออกจากเมล็ดข้าวสารเท่านั้นครับ (เสริมๆ)
#15  by  นายฉิม At 2006-04-22 23:10, 
อ่า..ทำให้นึกถึง....อืม...นึกถึง... ทุ่งข้าวเลยเนอะ
#16  by  ~๐|i_B_E_L_L_i|๐~ At 2006-04-22 23:47, 
อ่านแล้วคิดถึงสมัยเด็ก ๆ
คิดถึงตอนอยู่บ้าน
#17  by  ไอดินกลิ่นฝน At 2006-04-23 11:43, 

...
#18  by  Minigal At 2006-04-23 18:30, 
คุณศุภชัยเป็นคนในบริษัททรูค่ะ
แต่ตำแหน่งอะไรก็ไม่ทราบได้5555
แต่คงใหญ่(เพราะพูดไปแล้วพนักงานอึ้งเป็นแถว)
จริงๆไม่รู้จักหรอกแต่ว่าอ้างไปเค้าจะได้เห็นความสำคัญเรา ไม่งั้นกว่าจาส่งช่างพอดีเป็นอาทิตย์ๆ5555
#19  by  ┌(★o☆)┘♪ At 2006-04-24 01:39, 
คิดถึงบ้านจัง...บ้านของเราก็มีทำแบบนี้...คิดถึงอีกแล้ว..เศร้าจัง
#20  by  napat At 2006-04-24 12:03, 
อ่านกี่ครั้ง ๆ ก็คิดถึงสมัยเด็ก
#21  by  ไอดินกลิ่นฝน At 2006-04-24 12:47, 
#22  by  ไอดินกลิ่นฝน At 2006-04-25 08:55, 
กองฟางเนี่ยของชอบเลย 55+ไปบ้านยายต้องเล่นทุกที

#23  by   At 2006-04-25 11:01, 
น่าจะมีความสุขมาก เป็นแบบไทยๆดี
#24  by  สา (125.24.50.10) At 2007-09-19 17:17, 
ว้าวช่างมีความสุขอะไรอย่างนี้
#25  by  จัง (125.24.50.10) At 2007-09-19 17:19, 
เป็นธรรมชาติที่มีความสุขมากสำหรับผมเลยล่ะครับ วัยเด็กเป็นวัยที่คนทุกคนอยากกลับไปพบเจอ
#26  by  นายฉิม At 2007-09-20 09:04, 

<< Home


นพพร จันทร์ฉิม
View full profile