ต้นมะขามต้นใหญ่ที่อยู่หน้าบ้านยายอินท์นี้ เราเคยวัดขนาดมันโดยการไปยืนโอบแล้วจับมือกัน ต้องใช้เด็กๆอย่างเราถึงสามคนจึงจะโอบได้รอบต้น เคยถามตาใจว่าอายุของต้นมะขามต้นนี้กี่ปีแล้ว คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่รู้เหมือนกันเพราะตั้งแต่แกเกิดมาก็เห็นต้นมะขามต้นนี้อยู่ตรงนี้อยู่แล้ว ถ้าเปรียบเป็นคนมันคงได้พบและได้เห็นอะไรมามากมาย มันคงเป็นเหมือนคนแก่ตามอายุของต้นที่มีความอบอุ่นดูจากบนต้นแล้วจะพบสัตว์นานาชนิด กระรอก,กระแต,นกหลากหลายชนิด ที่มีทั้งสร้างรังอาศัยอยู่หรือบางตัวก็มาพักหาที่หลบแดดชั่วคราว รวมไปถึงจำพวกงูที่นานๆจะโผล่มาให้เห็นสักทีหนึ่ง และแม้แต่เด็กๆอย่างเราเองที่บางครั้งก็เดินไปหาฝักมะขามที่หล่นตามพื้นมานั่งแกะกินกัน ถึงรสชาติมันจะออกเปรี้ยวก็ตามที
เย็นนี้ที่ลานหน้าบ้านไอเอ๋ ถ้านับรวมทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่วิ่งเล่นกันอยู่ก็เกือบสามสิบคน ทุกคนเฝ้ารอรถนวดข้าวที่จะเข้ามานวดข้าวเราในเวลาค่ำคืนนี้ ไม่นานนักเสียงวิ่งของรถคันใหญ่ก็มาถึง ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กต่างเฝ้ามอง ตั้งแต่ที่รถค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านเข้าประตูหน้าบ้านไอเอ๋เนื่องจากเป็นรถที่หน้าตาแปลกๆไม่เหมือนรถทั่วไปทำให้พวกเราเห็นแล้วตื่นตากันมากประตูบ้านไอเอ๋ถูกขยายด้วยการเอาเสาไม้ออกเสียเสาหนึ่งเนื่องจากความกว้างของตัวรถที่กว้างมากจนเข้าประตูไม่ได้ รถค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังจุดที่เตรียมไว้ใกล้เสาไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลักของกองฟาง สีของรถเป็นสีออกน้ำเงินเก่าๆ ผสมกับสีสนิมที่ขึ้นอยู่ประปรายตามมุมต่างๆของตัวรถ บ่งบอกให้เห็นถึงการใช้งานอันยาวนาน เมื่อตั้งรถได้ที่คนขับก็ลงมาทักทายกับคนข้างล่าง นั่งพักกินน้ำก่อนที่จะเดินไปดูรถประกอบที่นั่งตรงช่องนำต้นข้าวเข้า, ประกอบรางส่งข้าวเปลือกใส่กระสอบซึ่งอยู่ด้านล่าง และปล่องปล่อยเศษฟางซึ่งตั้งตรงไปยังเสาไม้ไผ่สูงชะลูดที่ปักไว้
วงสุราและสำรับกับข้าวที่พวกผู้ใหญ่นั่งกินกันตั้งแต่บ่ายถูกจัดเก็บเข้าบ้านเหลือเพียงแต่กระติกใส่น้ำและน้ำแข็งก้อนที่วางอยู่ใต้โคนต้นมะม่วงและในชายคาบ้านอีกกระติกหนึ่ง พวกผู้ใหญ่ทุกคนจัดแจงเตรียมตัวเหมือนเคย สวมเสื้อแขนยาว เอาผ้าขาวม้าโพกหัว ช่วงเวลานี้อากาศไม่ร้อนจึงไม่ได้ใส่หมวกหรืองอบกัน เสียงตาใจตะโกนโหวกเหวกให้เตรียมกระสอบมาใส่ข้าวเปลือกที่จะนวด พี่เจี๊ยบและพี่ไกรขึ้นไปนั่งรอตรงตำแหน่งเอาข้าวเข้าตัวเครื่องและอีกหลายคนด้านล่างจัดแจงเตรียมขนต้นข้าวที่มัดเป็นก้อนเพื่อนำใส่รถนวดข้าวลุงคนหนึ่งเดินถือคราดเดินไปรอที่เสากองฟางรอเขี่ยเศษฟางที่จะออกมาจากตัวรถให้เป็นก้อนเกาะบนเสาไม้ไผ่แม่ของผมและน้าหล่อแม่ของไอเอ๋ เดินไปหยิบถังที่ใช้ใส่ข้าวเปลือกเวลาหกหล่นเอามารองใกล้ๆตัวรถถังที่ว่าเป็นถังไม้ถ้าตักได้ 100 ถังจะเท่ากับ 1 เกวียน โดยเขาจะแบ่งเป็นหน่วย ว่า 20 ทะนานเท่ากับ 1 ถัง, 50 ถังเท่ากับ 1 บั้น, 2 บั้นเท่ากับ 1 เกวียน พวกผู้ใหญ่ที่นี่จะท่องกันได้ทุกคน แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่จะนับกันเป็นกระสอบว่าได้ข้าวกี่กระสอบกับอีกกี่ถังเพราะนับได้ง่ายกว่า พวกผู้ใหญ่จะแบ่งงานกันทำที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะทำงานที่ใช้แรงหน่อยเช่น ยกต้นข้าวใส่รถนวดข้าว,รอยกกระสอบข้าวเปลือกเอามารวมๆกัน ส่วนผู้หญิงจะยืนถือกระสอบรอตรงรางรับข้าวเปลือกและรอมัดกระสอบที่ใส่ข้าวเปลือกเต็มแล้ว
เมื่อทุกอย่างพร้อมเสียงเครื่องยนต์ของรถนวดข้าวก็ดังขึ้น เด็กๆอย่างเราเดินเข้าไปดูอย่างสนใจแต่ก็ถูกไล่ออกมาให้ดูไกลๆ คงจะกลัวพวกเราคันจากละอองข้าวที่ปลิวออกมา กิจกรรมการเล่นของพวกเราจึงหยุดอยู่ชั่วคราวมานั่งดูพวกผู้ใหญ่ทำงานกัน นึกในใจกันว่าพวกเราน่าจะโตกว่านี้อีกนิดนะจะได้เข้าไปช่วยพวกผู้ใหญ่นวดข้าวกัน คงจะสนุกน่าดูแต่ก็ได้แต่นั่งคิดกันไปเท่านั้น
เสียงของรถนวดข้าว ดังขึ้นก้องไปทั่วลานดิน ประสานกับเสียงดังของพวกผู้ใหญ่ที่ตะโกนเรียกกันไปมา พวกเขาขนต้นข้าวที่มัดเป็นก้อนๆขึ้นไปพักบนที่วางข้าวบนตัวรถใกล้ๆกับที่นั่ง พี่เจี๊ยบกับพี่ไกรช่วยกันตัดก้อนต้นข้าวให้แยกออกจากกันก่อนเอาใส่ลงไปในช่องใกล้ๆที่นั่งนั้น ต้นข้าวถูกยัดเข้าไปด้านใน เสียดสีกับเครื่องจักรภายในได้ยินเสียงกระทบระหว่างเมล็ดข้าวเปลือกกับผนังข้างในเหมือนเสียงฝนตกดังซ่า.......เป็นจังหวะ เศษต้นข้าวถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นฟางทันทีที่มันปลิวตามลมที่เป่าออกมาจากด้านในตัวรถลอยออกตามปล่องด้านข้างไปตกอยู่ที่โคนเสา ลุงแก่ๆรีบคว้าคราดมาคราดฟางรวมกันพร้อมมัดไว้ที่โคนเสาให้เป็นก้อนเล็กๆ ไล่ขึ้นไปเกือบถึงประมาณกลางลำไม้ไผ่ เมล็ดข้าวเปลือกค่อยๆไหลลงมาตามรางที่ต่อเชื่อมจากด้านในตัวรถตกใส่กระสอบที่ถูกถือรออยู่สองข้าง เมล็ดข้าวไหลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อ พวกเขาเร่งกันใส่ต้นข้าวลงไปในรถนวดข้าว เด็กๆอย่างเรามองดูด้วยความสนใจ มันเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยงานชาวบ้านตามจินตนาการของเราแม้เสียงของมันจะดัง ฟังดูเหมือนมันเจ็บปวดอยู่ก็ตาม
ค่ำคืนเดือนหงาย ดวงจันทร์ถูกปลุกขึ้นมาทำหน้าที่ส่องแสงสว่างแทนดวงอาทิตย์ที่ลับไปมันคงแปลกใจเมื่อมองลงมาเห็นลานดินด้านล่างที่เวลานี้ยังสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ด้วยหลอดไฟนีออน ที่ถูกเปิดขึ้นมาพร้อมกับคนอีกหลายคนที่ขมักเขม้นทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งๆที่เวลานี้น่าจะเป็นเวลาพักผ่อนของทุกคน ผมนั่งเล่นกันทอยการ์ตูนกับไอเอ๋อยู่ที่ในบ้าน บางทีก็เดินไปดูข้าวเปลือกที่ใส่กระสอบที่เขาช่วยกันยกมาไว้หน้าบ้าน บางครั้งก็แอบเดินไปดูกองฟางที่ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างจากฝีมือคุณลุงคนหนึ่งที่เดินถือคราดไปมา บนหัวของคุณลุงเต็มไปด้วยเศษฟาง ทำให้พวกเราอยากจะวิ่งเข้าไปสมทบด้วย แต่ก็เกรงใจไม้เรียวกันอยู่ปกติเด็กบ้านนอกอย่างเราสองทุ่มก็จะเข้านอนกันแล้ว ทำให้เวลานี้เราก็เริ่มเดินเล่นนั่งเล่นและผลัดกันหาวไปเรื่อยพร้อมๆกันเหมือนเป็นโรคติดต่อ พอผมหาวปุ๊บไอเอ๋ก็หาวต่อทันที แปลกอยู่เหมือนกันหรือจะเป็นโรคติดต่อจริงๆ..
ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนแคร่ หลังจากได้ยินเสียงปลุกของแม่ เหงื่อออกเต็มหน้าแม่ทั้งๆที่อากาศคืนนี้แสนเย็น บอกให้เห็นถึงความเหนื่อยจากการทำงานในคืนนี้ ผมมองออกไปนอกบ้านเสียงรถนวดข้าวเงียบลงแล้ว พวกผู้ใหญ่มานั่งพักดื่มน้ำ ได้ยินแต่เสียงพูดคุยกันเบาๆ เห็นกองต้นข้าวยังอยู่อีกหลายกอง และเห็นกองฟางขนาดย่อมๆยังไม่ใหญ่มากเหมือนที่คิดไว้นัก ผมหันไปดูไอเอ๋ เห็นมันหลับบนแคร่ใกล้ๆกับผม
"ไปนอนบ้าน ไปลูก" เสียงแม่เรียกผม
"เสร็จแล้วเหรอแม่" ผมถาม
"ยัง เขาพักเครื่องก่อน เดี๋ยวแม่ต้องมาทำต่อ" แม่เดินจูงมือผม ผมเดินตามอย่างว่าง่าย
แม่ให้ผมเข้าไปอาบน้ำก่อน สงสัยกลัวผมจะคันจากละอองข้าว จริงๆแล้วผมก็เริ่มรู้สึกคันๆอยู่เหมือนกัน เพราะแอบเดินไปดูใกล้ๆไม่ให้แม่เห็นตั้งหลายคร้ง หลังอาบน้ำก็เข้าไปนอนในมุ้ง เห็นแม่เดินหันหลังกลับไปทางหน้าบ้าน แม่ค่อยๆปิดประตูเบาๆ พรุ่งนี้เราต้องรีบตื่นมาดูกองฟาง ผมบอกกับตัวเอง
เสียงแว่วของรถนวดข้าวดังขึ้นอีกครั้ง อาจจะหนวกหูสำหรับบางคนที่ต้องการหลับในค่ำคืนนี้แต่ตอนนี้มันเป็นเสียงกล่อมนอนอย่างดีสำหรับผมเลยทีเดียว.....