อากาศหนาวยามเช้ามืดแบบนี้ สำหรับผมแล้วรู้สึกเย็นดีจริงๆ เพราะแถวบ้านเรานี้หาอากาศหนาวแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆนัก ส่วนใหญ่จะเจอแต่อากาศร้อนๆซะมากกว่า ผมยืนเรียกไอเอ๋อยู่ที่หน้าบ้านเนื่องจากนัดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นว่าจะไปกู้ด้วงกันตั้งแต่ตีห้า ซึ่งผมก็พึ่งจะตื่นเมื่อตอนตีห้ากว่าๆนี่เอง นี่ถ้าไม่ได้ยินเสียงแม่ปลุกเรียกซะก่อนก็คงจะสายโด่งเป็นแน่ ยิ่งถ้าเราไปกู้ด้วงตอนสายๆก็จะทำให้กลับมาถึงบ้านช้า กว่าจะได้เอาหนูที่อาจจะติดด้วงมาทำกินกันก็คงจะหิวจนตาลายกันซะก่อน อีกใจเราก็อยากรีบไปดูผลงานของเราว่าที่ดักกันไว้นั้นจะได้หนูสักกี่ตัว เป็นความรู้สึกลุ้นอยู่ในใจ
ไอเอ๋ตื่นมาเปิดประตูด้วยหน้าตางัวเงีย พร้อมกับเดินไปล้างหน้าที่หน้าบ้าน ผมเดินไปจูงจักรยานคันเดิมที่ปั่นเอาไปดักหนูเมื่อตอนเย็นเตรียมพร้อมปั่น ของที่เตรียมไปตอนจะกู้ด้วงนี้ก็ไม่ต้องใช้อะไรมากนอกจากกระบอกไฟฉายคนละกระบอก นอกนั้นก็จะเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ที่จะต้องใส่เพื่อไม่ให้คันเวลาเดินลุยเข้าไปในดงอ้อย
ผมปั่นจักรยานผ่านอากาศที่หนาวเย็นโดยมีไอเอ๋นั่งห่อตัวหลบลมที่พัดผ่านอยู่ด้านหลัง ปั่นไปไม่นานนักก็ถึงดงอ้อยที่เราดักหนูเอาไว้ อากาศตอนนี้กำลังเย็นได้ทีมันแทรกผ่านแขนเสื้อแขนยาวเข้ามาในตัวจนต้องขยับแขนไปมาไล่ความเย็น ความมืดที่ยังปกคลุมอยู่ทำให้ไม่สามารถมองออกไปได้ไกลนัก น้ำค้างที่เกาะตามใบอ้อยแห้งๆมองเห็นเป็นหยดใหญ่ บอกให้รู้ว่าอากาศบริเวณนี้ชุ่มชื้นนัก ผมกับไอเอ๋จอดจักรยานทิ้งไว้ที่ใต้ต้นมะม่วงต้นเดิม ก่อนที่จะเปิดไฟฉายเริ่มเดินไปยังจุดที่เราวางด้วงดักหนูเอาไว้
เราเดินผ่านกลุ่มต้นหญ้าคาบริเวณคันดิน ซึ่งเป็นที่ไอเอ๋ดักเป็นด้วงแรก แสงสว่างจากไฟฉายดวงเล็กๆสองดวงเริ่มฉายไปบนทางเดินสะท้อนต้นหญ้าคาและเศษใบอ้อยเป็นประกาย ไม่นานนักก็พบเศษถุงพลาสติกที่ผูกไว้กับกิ่งหญ้าคาซึ่งสะท้อนกับแสงไฟฉายบอกตำแหน่งที่เราวางด้วงเอาไว้ เราสองคนเริ่มเดินเข้าไปใกล้ๆมันสิ่งที่เห็นเริ่มแรกก็คือ คันของด้วงตั้งตรง แสดงว่าด้วงดีดหรือกับดักทำงานนั่นเอง ทำให้เราสองคนเร่งเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
"โห่.. ไม่ติดว่ะ" เสียงไอเอ๋ร้องออกมา หลังจากที่ฉายไฟไปยังบริเวณด้วง เศษหญ้าที่คลุมด้วงเอาไว้กระเด็นออกไป รอบๆตามแรงดีด แต่ไร้ร่องรอยของสัตว์ที่เข้ามากินเหยื่อในด้วงนั้น
ไอเอ๋จัดการเก็บด้วงขึ้นมาพร้อมกับสะพายไปบนไหล่ มันเดินไปบ่นไปเรื่อย ตลอดทางก่อนที่จะถึงดงอ้อยที่เราดักเอาไว้ แสงไฟจากกระบอกไฟฉายของผมเริ่มหรี่จนต้องเคาะก้นมันสองสามที จึงติดสว่างขึ้นมาใหม่ เราตัดสินใจจะเดินไปกู้ด้วงพร้อมๆกันเนื่องจากความมืดและแสงสว่างไม่พอและยังจะได้ช่วยกันหาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เราจึงเริ่มเดินไปกู้ด้วงของไอเอ๋ก่อน
ส่วนใหญ่ไอเอ๋จะดักตามแนวริมๆดงอ้อย และในด้วงที่สองที่เราเจอ คันของมันยังโค้งงอเหมือนเดิมซึ่งก็คือมันไม่ได้ทำงานตามหน้าที่ที่ควรจะทำ ไอเอ๋เดินไปหยิบด้วงก่อนที่จะปลดกลไกของด้วงพร้อมกับเทข้าวสารที่เป็นเหยื่อล่อทิ้งไปข้างล่าง ในด้วงที่สามนี่เองที่ทำให้เราเริ่มสนุกในการกู้ด้วงเมื่อพบว่ามีหนูตัวใหญ่ติดอยู่ในด้วง เสียงไอเอ๋หัวเราะด้วยความดีใจ มันหยิบด้วงขึ้นมาดูหนู ขนของหนูสีออกน้ำตาลอมขาว ฟันหน้าสองซี่สีเหลืองของมันยาวเลยออกมานอกปาก มีรอยเลือดจุกอยู่ที่จมูกเล็กน้อย เราเร่งเดินหาด้วงต่อไปด้วยความสนุก
ไม่นานนักก็กู้ด้วงของไอเอ๋ได้หมดทั้งหมดสิบด้วง ได้หนูมาสองตัว ด้วงที่ได้หนูอีกตัวนี่เราพากันเดินหากันตั้งนาน เนื่องจากมันดิ้นพาด้วงออกไปไกลจากตำแหน่งที่ไอเอ๋วางด้วงเอาไว้ เมื่อกู้ด้วงของไอเอ๋ครบจึงเริ่มมากู้ด้วงของผม ซึ่งส่วนใหญ่จะดักเอาไว้กลางๆดงอ้อย การหาด้วงของผมก็ค่อนข้างจะยากหน่อยเนื่องจากผมไม่ได้ใช้ถุงพลาสติกผูกไว้กับต้นอ้อยแต่ใช้ใบอ้อยขมวดเป็นปมไว้แทน ดังนั้นจึงต้องใช้ความจำในการวางด้วงเอาไว้ เดินไม่นานนักก็เจอด้วงแรกของผมที่ดักเอาไว้ใกล้ๆรูหนู เมื่อมองไกลๆเราเห็นคันมันดีด นึกว่าจะติดหนู แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆก็พบว่าเชือกที่ผมทำบ่วงเอาไว้ถูกหนูกัดจนขาด ข้าวเปลือกที่เอามาเป็นเหยื่อล่อก็หายไปซะหมด แสดงว่าหนูตัวนี้มันฉลาดไม่เบา แค่กัดเชือกขาดยังไม่พอมันยังทิ้งขี้หนูใหม่ๆสดๆกองเล็กๆทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าซะอีก
เราเดินลุยเข้าไปเกือบกลางดงอ้อยก็เจอด้วงของผมอีก กู้กันไม่นานก็ครบเจ็ดด้วง สรุปว่าได้มาสองตัว แต่ตัวก็ไม่ใหญ่มากนัก ส่วนของไอเอ๋ตัวที่พาด้วงหนีไปจนหาเกือบไม่เจอนั้นตัวใหญ่สุด เราสะพายด้วงออกมาจากดงอ้อย อากาศด้านนอกเริ่มมีแสงสว่างเรื่อๆสีแดงออกมาจากขอบฟ้า เริ่มมองเห็นสีเขียวของดงอ้อยและหยดน้ำค้างสีขาวพราวเต็มใบอ้อย เราสองคนดับไฟฉายก่อนที่จะเดินไปยังจักรยานที่จอดพิงต้นมะม่วงเอาไว้
เสียงหัวเราะเบาๆออกมาจากเราสองคน ระคนกับความดีใจที่เช้านี้จะมีเมนูพิเศษเพิ่มขึ้นมาที่จานข้าว เรานึกถึงกลิ่นหอมของหนูย่าง ที่ย่างบนเตาถ่านพร้อมกับกลิ่นอบจากใบตองที่ปิดด้านบน เสียงกระทบของด้วงดังเคล้ากับเสียงปั่นจักรยาน เสียงของมันทุ้มเป็นพิเศษเนื่องจากมีหนูตัวเขื่องถึงสี่ตัวเพิ่มเข้ามา ถึงแม้มันจะตายไปแล้วแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหางของมันจะกระดิกไปมาตามจังหวะจักรยานที่ถูกปั่นไปข้างหน้า บนถนนสายนี้ที่เต็มไปด้วยดินลูกรังและเสียงสนทนาเบาๆของเด็กชายตัวเล็กๆสองคน...
ไอเอ๋ตื่นมาเปิดประตูด้วยหน้าตางัวเงีย พร้อมกับเดินไปล้างหน้าที่หน้าบ้าน ผมเดินไปจูงจักรยานคันเดิมที่ปั่นเอาไปดักหนูเมื่อตอนเย็นเตรียมพร้อมปั่น ของที่เตรียมไปตอนจะกู้ด้วงนี้ก็ไม่ต้องใช้อะไรมากนอกจากกระบอกไฟฉายคนละกระบอก นอกนั้นก็จะเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ที่จะต้องใส่เพื่อไม่ให้คันเวลาเดินลุยเข้าไปในดงอ้อย
ผมปั่นจักรยานผ่านอากาศที่หนาวเย็นโดยมีไอเอ๋นั่งห่อตัวหลบลมที่พัดผ่านอยู่ด้านหลัง ปั่นไปไม่นานนักก็ถึงดงอ้อยที่เราดักหนูเอาไว้ อากาศตอนนี้กำลังเย็นได้ทีมันแทรกผ่านแขนเสื้อแขนยาวเข้ามาในตัวจนต้องขยับแขนไปมาไล่ความเย็น ความมืดที่ยังปกคลุมอยู่ทำให้ไม่สามารถมองออกไปได้ไกลนัก น้ำค้างที่เกาะตามใบอ้อยแห้งๆมองเห็นเป็นหยดใหญ่ บอกให้รู้ว่าอากาศบริเวณนี้ชุ่มชื้นนัก ผมกับไอเอ๋จอดจักรยานทิ้งไว้ที่ใต้ต้นมะม่วงต้นเดิม ก่อนที่จะเปิดไฟฉายเริ่มเดินไปยังจุดที่เราวางด้วงดักหนูเอาไว้
เราเดินผ่านกลุ่มต้นหญ้าคาบริเวณคันดิน ซึ่งเป็นที่ไอเอ๋ดักเป็นด้วงแรก แสงสว่างจากไฟฉายดวงเล็กๆสองดวงเริ่มฉายไปบนทางเดินสะท้อนต้นหญ้าคาและเศษใบอ้อยเป็นประกาย ไม่นานนักก็พบเศษถุงพลาสติกที่ผูกไว้กับกิ่งหญ้าคาซึ่งสะท้อนกับแสงไฟฉายบอกตำแหน่งที่เราวางด้วงเอาไว้ เราสองคนเริ่มเดินเข้าไปใกล้ๆมันสิ่งที่เห็นเริ่มแรกก็คือ คันของด้วงตั้งตรง แสดงว่าด้วงดีดหรือกับดักทำงานนั่นเอง ทำให้เราสองคนเร่งเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
"โห่.. ไม่ติดว่ะ" เสียงไอเอ๋ร้องออกมา หลังจากที่ฉายไฟไปยังบริเวณด้วง เศษหญ้าที่คลุมด้วงเอาไว้กระเด็นออกไป รอบๆตามแรงดีด แต่ไร้ร่องรอยของสัตว์ที่เข้ามากินเหยื่อในด้วงนั้น
ไอเอ๋จัดการเก็บด้วงขึ้นมาพร้อมกับสะพายไปบนไหล่ มันเดินไปบ่นไปเรื่อย ตลอดทางก่อนที่จะถึงดงอ้อยที่เราดักเอาไว้ แสงไฟจากกระบอกไฟฉายของผมเริ่มหรี่จนต้องเคาะก้นมันสองสามที จึงติดสว่างขึ้นมาใหม่ เราตัดสินใจจะเดินไปกู้ด้วงพร้อมๆกันเนื่องจากความมืดและแสงสว่างไม่พอและยังจะได้ช่วยกันหาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เราจึงเริ่มเดินไปกู้ด้วงของไอเอ๋ก่อน
ส่วนใหญ่ไอเอ๋จะดักตามแนวริมๆดงอ้อย และในด้วงที่สองที่เราเจอ คันของมันยังโค้งงอเหมือนเดิมซึ่งก็คือมันไม่ได้ทำงานตามหน้าที่ที่ควรจะทำ ไอเอ๋เดินไปหยิบด้วงก่อนที่จะปลดกลไกของด้วงพร้อมกับเทข้าวสารที่เป็นเหยื่อล่อทิ้งไปข้างล่าง ในด้วงที่สามนี่เองที่ทำให้เราเริ่มสนุกในการกู้ด้วงเมื่อพบว่ามีหนูตัวใหญ่ติดอยู่ในด้วง เสียงไอเอ๋หัวเราะด้วยความดีใจ มันหยิบด้วงขึ้นมาดูหนู ขนของหนูสีออกน้ำตาลอมขาว ฟันหน้าสองซี่สีเหลืองของมันยาวเลยออกมานอกปาก มีรอยเลือดจุกอยู่ที่จมูกเล็กน้อย เราเร่งเดินหาด้วงต่อไปด้วยความสนุก
ไม่นานนักก็กู้ด้วงของไอเอ๋ได้หมดทั้งหมดสิบด้วง ได้หนูมาสองตัว ด้วงที่ได้หนูอีกตัวนี่เราพากันเดินหากันตั้งนาน เนื่องจากมันดิ้นพาด้วงออกไปไกลจากตำแหน่งที่ไอเอ๋วางด้วงเอาไว้ เมื่อกู้ด้วงของไอเอ๋ครบจึงเริ่มมากู้ด้วงของผม ซึ่งส่วนใหญ่จะดักเอาไว้กลางๆดงอ้อย การหาด้วงของผมก็ค่อนข้างจะยากหน่อยเนื่องจากผมไม่ได้ใช้ถุงพลาสติกผูกไว้กับต้นอ้อยแต่ใช้ใบอ้อยขมวดเป็นปมไว้แทน ดังนั้นจึงต้องใช้ความจำในการวางด้วงเอาไว้ เดินไม่นานนักก็เจอด้วงแรกของผมที่ดักเอาไว้ใกล้ๆรูหนู เมื่อมองไกลๆเราเห็นคันมันดีด นึกว่าจะติดหนู แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆก็พบว่าเชือกที่ผมทำบ่วงเอาไว้ถูกหนูกัดจนขาด ข้าวเปลือกที่เอามาเป็นเหยื่อล่อก็หายไปซะหมด แสดงว่าหนูตัวนี้มันฉลาดไม่เบา แค่กัดเชือกขาดยังไม่พอมันยังทิ้งขี้หนูใหม่ๆสดๆกองเล็กๆทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าซะอีก
เราเดินลุยเข้าไปเกือบกลางดงอ้อยก็เจอด้วงของผมอีก กู้กันไม่นานก็ครบเจ็ดด้วง สรุปว่าได้มาสองตัว แต่ตัวก็ไม่ใหญ่มากนัก ส่วนของไอเอ๋ตัวที่พาด้วงหนีไปจนหาเกือบไม่เจอนั้นตัวใหญ่สุด เราสะพายด้วงออกมาจากดงอ้อย อากาศด้านนอกเริ่มมีแสงสว่างเรื่อๆสีแดงออกมาจากขอบฟ้า เริ่มมองเห็นสีเขียวของดงอ้อยและหยดน้ำค้างสีขาวพราวเต็มใบอ้อย เราสองคนดับไฟฉายก่อนที่จะเดินไปยังจักรยานที่จอดพิงต้นมะม่วงเอาไว้
เสียงหัวเราะเบาๆออกมาจากเราสองคน ระคนกับความดีใจที่เช้านี้จะมีเมนูพิเศษเพิ่มขึ้นมาที่จานข้าว เรานึกถึงกลิ่นหอมของหนูย่าง ที่ย่างบนเตาถ่านพร้อมกับกลิ่นอบจากใบตองที่ปิดด้านบน เสียงกระทบของด้วงดังเคล้ากับเสียงปั่นจักรยาน เสียงของมันทุ้มเป็นพิเศษเนื่องจากมีหนูตัวเขื่องถึงสี่ตัวเพิ่มเข้ามา ถึงแม้มันจะตายไปแล้วแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหางของมันจะกระดิกไปมาตามจังหวะจักรยานที่ถูกปั่นไปข้างหน้า บนถนนสายนี้ที่เต็มไปด้วยดินลูกรังและเสียงสนทนาเบาๆของเด็กชายตัวเล็กๆสองคน...
ดีจัง ได้คนละ2ตัว สมกับการรอคอย
ว่าหน้ามันเปนยังไง อยากรู้ อยากเห็น อยากจับ อยากลอง 555