กลางวันนี้ ที่บ้านป้าสมมีพวกผู้ใหญ่และเด็กๆมารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่หลายสิบคน เพราะที่บ้านป้าสมจะมีงานบวชลูกชายของแกในเช้าวันรุ่งขึ้น และในวันนี้พวกผู้ใหญ่เขาจะเรียกกันว่าเป็นวันตั้งค่ำ พวกเด็กๆอย่างเราชอบงานบวชกันมากเพราะสนุกที่ได้เห็นผู้ใหญ่แต่ละคนรวมตัวกันทำงานต่างๆเต็มไปหมดและอีกอย่างก็เพราะเสียงเพลงลูกทุ่งที่ดังออกมาจากเครื่องขยายเสียงที่ตั้งอยู่ตรงข้างบ้าน ทำให้เด็กอย่างเราวิ่งเล่นอย่างครึกครื้นยิ่งได้รู้ว่าตอนเย็นวันนี้จะมีหนังกลางแปลงมาฉายที่นี่อีกก็ยิ่งทำให้พวกเราเฝ้าวิ่งเล่นรอคอยกันอย่างสนุกสนานมากขึ้น
ผู้ใหญ่หลายคนรวมทั้งแม่ผมกับพ่อแม่ของไอเอ๋ ต่างก็หยุดพักไม่ได้ออกไปทำไร่ทำสวนกันในวันนี้ แต่มารวมตัวกันที่บ้านป้าสม ช่วยปัดกวาดทำความสะอาดเรือน พร้อมกับล้างถ้วยล้างจานที่ยืมเอามาจากวัดเพื่อเตรียมใส่ข้าวปลาอาหารเลี้ยงพระในเช้าวันรุ่งขึ้น พ่อของไอเอ๋และผู้ชายหลายคนรวมกันเป็นกลุ่มที่ลานปูนเล็กๆ ต่างช่วยกันปอกมะพร้าวเพื่อจะทำอาหารเลี้ยงพระในตอนเช้า ข้างตัวแต่ละคนก็จะมีแก้วใส่เหล้าวางอยู่คนละใบเป็นแก้วใบเล็กๆที่เรียกกันว่า แก้วเป๊ก ต่างคนก็ต่างปอกกันไปกินกันไปอย่างครื้นเครงบางคนที่เป็นแม่ครัวก็อยู่ที่ครัวก่อกองไฟเพื่อเตรียมทำกับข้าวเลี้ยงคนที่มาช่วยกันในวันนี้ พวกพี่เอกับพี่สาว ซึ่งเป็นพี่สาวของไอเอ๋กำลังนั่งรีดกระดาษสายรุ้งหลากสีสรรออกเป็นเส้นๆ พร้อมกับพับกระดาษแก้วตัดทำเป็นรูปโคมระย้าห้อยประดับที่ใต้ชายคาบ้าน เขาจะเอากระดาษสายรุ้งมาบิดเป็นเกลียวแล้วก็แปะกาวเป็นเส้นๆห้อยไปยังพวงโคมระย้าเด็กซนๆอย่างเราเดินเข้าไปใกล้ก็จะถูกไล่ออกมาให้ไปเล่นที่อื่น คงจะกลัวว่าเราจะไปซนทำพังกระมัง ส่วนกลุ่มผู้ชายรุ่นๆก็จะพากันกางเต้นท์ซึ่งเช่ามาถึงสองหลังเอามามุงเพื่อเพิ่มพื้นที่งานไม่ให้ร้อนแดดเกินไปนัก แล้วจัดแจงเอาแคร่มาวางไว้ที่ใต้เต้นท์เพื่อวางพวกจานชามและหม้อข้าวหม้อแกง ก่อนจะพากันเดินไปติดหลอดไฟประดับตามข้างทางริมถนนตามต้นไม้และตามมุมต่างๆในบ้านเพื่อส่องสว่างในช่วงกลางคืน
เสียงทดลองไมโครโฟนของเครื่องไฟดังออกมา นับ หนึ่งสองสามสี่หน้า ทดสอบๆ หนึ่งสองสามสี่ห้า ทดสอบๆ วนไปวนมานับไม่ถึงสิบสักที บางครั้งก็จะเปิดเพลงเสมือนดีเจ ใครอยากฟังเพลงอะไรก็จะตะโกนเรียกให้เปิดเป็นระยะๆบางครั้งก็มีเสียงแซวคนนั้นคนนี้เป็นที่สนุกสนาน เด็กอย่างเราบางทีก็วิ่งเข้าไปดูใกล้ๆก็ได้ลองพูด ฮัลโหลๆ ได้ยินเสียงตัวเองออกทางลำโพงใหญ่ๆฟังแล้วรู้สึกสนุกดี
เสียงพูดคุยของผู้คนดังปะปนกันไปทั่วบ้านจนจับใจความไม่ได้ ทั้งบนบ้านและด้านล่าง บ้านของป้าสมเป็นบ้านไม้สองชั้นเป็นบ้านแฝดติดกับบ้านของไอเอ๋ เมื่อขึ้นไปที่ชั้นบนก็จะเจอลุงหวล ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่กำลังจัดอาสนะของพระสงฆ์ ข้างๆแกก็มีหญิงแก่ๆกำลังนั่งเอามะกรูดผ่าซีกเช็ดถูแจกันทองเหลืองกับกระถางธูปทองเหลืองที่ตั้งบนโต๊ะหมู่บูชา กรดจากน้ำมะกรูดถูกขัดเข้ากับแจกันทองเหลืองทำให้เกิดคราบดำๆเป็นน้ำออกมา หลังจากนั้นแกก็เอาผ้าสะอาดมาเช็ดที่แจกันสองสามครั้งก็จะเห็นแจกันทองเหลืองที่สีหม่นๆในตอนแรกกลายเป็นสีเหลืองทองสะท้อนแสงเงาวับ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ไม่ต้องซื้อ หาได้ง่ายที่หน้าบ้านของเราเอง
ความวุ่นวายอย่างมีระเบียบของผู้คนที่นี่ ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นในความร่วมมือร่วมใจกันของแต่ละคน เด็กอย่างผมไม่ค่อยจะได้เข้าไปวิ่งเล่นตรงที่ผู้ใหญ่เขาทำงานมากนัก มักจะเดินหาอะไรเล่นอยู่ห่างๆมากกว่า เมื่อมองห่างจากตัวบ้านไปไม่ไกลนัก ผมกับไอเอ๋ก็แลเห็นเต้นท์สีเขียวมัวๆอยู่หลังหนึ่ง ควันไฟลอยคลุ้งออกมาจากในเต้นท์ ในนั้นมีคนแก่ๆอยู่สองคนกำลังช่วยกันคนข้าวด้วยไม้พายที่เป็นลักษณะเหมือนใบพายของเรือ โดยมีข้าวถูกหุงอยู่ในกะทะใบใหญ่ เราสองคนไม่เคยเห็นการหุงข้าววิธีนี้จึงเดินไปดูอย่างสนใจ
"ทำไมไม่ใช้หม้อล่ะตา" ผมถามออกไปด้วยความสงสัย
"ใช้หม้อมันก็หุงได้น้อยน่ะสิวะ" ตาแก่ๆถือไม้พายกวนข้าวอย่างช้าๆ หันมามอง พร้อมตอบ
"จะลองดูมั้ย" เสียงของลุงแก่ๆอีกคนที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มและยื่นไม้พายมาให้ ใบหน้าของแกเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดออกมาเนื่องจากความร้อนจากไฟในเตาที่ครุโชนประกอบกับความร้อนจากดวงอาทิตย์ช่วงกลางวัน
ผมรับไม้พายอันนั้นมาพร้อมกับลองกวนไปในกะทะ เม็ดข้าวก้อนเล็กๆเมื่อมันมารวมตัวกันอยู่ที่กะทะขนาดใหญ่ทำให้แรงของเด็กอย่างผมไม่สามารถทำให้มันกลิ้งไปได้สักนิด แต่ก็ไม่ได้ละความพยายามยังคงกวนอยู่ตามขอบๆของกะทะ เสียงหัวเราะของคนแก่ทั้งสองคนดังขึ้นพร้อมๆกัน ขณะที่ต่างพากันไปนั่งบนขอนไม้มะขามเทศ จิบน้ำเย็นๆเพื่อพัก
"เอ็งสองคนไปเอามะพร้าวที่พวกโน้นขูดมาหน่อยสิ เดี๋ยวข้าจะทำอะไรให้กิน" ตาแก่พูดขึ้นพร้อมชี้ไปยังบ้านป้าสม ขณะที่ผมกับไอเอ๋กำลังผลัดกันกวนข้าวในกะทะอย่างเมามัน
หลังได้ยินเสียงบอกว่าจะมีอะไรทำให้กินเราสองคนรีบวางไม้พายลงแล้วรีบวิ่งไปยังบ้านป้าสมทันที ผู้ใหญ่ที่กำลังนั่งขูดมะพร้าวด้วยกระต่ายเมื่อรู้ว่าเราสองคนจะมาเอาเนื้อมะพร้าว ก็หยิบเนื้อมะพร้าวใส่จานเล็กๆให้เราหนึ่งใบ ก่อนที่เราจะรีบวิ่งกลับไปยังเต้นท์ผ้าใบที่ทำเป็นเพิงสำหรับหุงข้าวหลังนั้น
เมื่อมาถึงก็พบว่าข้าวในกะทะเมื่อสักครู่ ถูกตักออกใส่หม้ออลูมิเนียมใบโตข้างๆเต้นท์จนหมดแล้ว เหลือเพียงแต่เศษข้าวติดก้นกะทะเป็นแผ่นสีหลืองออกน้ำตาลไหม้ๆทั่วก้นกะทะ ลุงคนนั้นบอกเราสองคนว่าจะทำขนมให้เรากิน ซึ่งชื่อของมันก็คือ ขนมตัง ด้วยความสนใจเราสองคนเลยยืนดูอยู่ไม่ห่าง สำหรับวิธีทำก็ไม่ได้ยากนัก ลุงแกเอาน้ำตาลปี๊บหรือบางที่อาจจะเรียกว่าน้ำตาลปึกมาบิใส่ลงไปในกะทะซึ่งเป็นกะทะที่ใช้หุงข้าวเมื่อสักครู่นี้เอง ใส่น้ำลงไปสักเล็กน้อยน้ำตาลที่โดนความร้อนก็จะละลาย ส่งควันคลุ้งไปทั่ว ลุงแกเริ่มใช้ไม้พายคนให้น้ำตาลละลายไปทั่วกะทะเคลือบไปบนเม็ดข้าวที่ไหม้อยู่ก้นกะทะ สักครู่ก็ใส่เกลือป่นลงไปเพียงเล็กน้อยให้ทั่วๆ หลังจากนั้นก็เอามะพร้าวในจานหยิบโรยใส่ไปให้ทั่ว แกใช้ไม้พายคนไปมาไม่กี่ที ก็เป็นอันเสร็จ จากนั้นแกก็ใช้ตะหลิวมาเซาะที่ขอบๆของข้าวที่ไหม้ติดก้นกระทะ มันจะออกมาเป็นแผ่นข้าวสีเหลืองเข้มออกน้ำตาลไหม้ๆ มีมะพร้าวอยู่ด้านบนพร้อมเกร็ดน้ำตาลและเกลือ กลิ่นหอมของข้าวที่ไหม้ไฟลอยมาติดจมูก หอมชวนดมยิ่งนัก
ลุงแกค่อยๆเซาะเป็นแผ่นๆแล้วก็เอามาใส่จานให้เรา คำแรกที่กัดลงไปจะรู้สึกถึงความกรอบของข้าวที่ไหม้ไฟตรงด้านล่าง ส่วนด้านบนจะนุ่มไปด้วยเม็ดข้าวสีขาวๆที่ยังไม่ไหม้และเนื้อมะพร้าวมันๆ รสชาติออกหวานๆเค็มๆอร่อยดี เราสองคนเมื่อได้ขนมจานอร่อยก็เดินหาทำเลนั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
"ต่อไปมันก็คงไม่มีให้กินแล้ว.." ตาแก่เอ่ยขึ้นพร้อมหัวเราะเบาๆ ขณะที่นั่งพักอยู่ที่ริมเต้นท์
"ต่อไปเค้าก็ใช้หม้อไฟฟ้ากันหมดแล้วล่ะ" ลุงอีกคนเอ่ยขึ้น
บทสนทนาของคนแก่สองคนที่คุยกันเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มเหงาๆที่มองมาทางเราสองคน ที่นั่งเคี้ยวข้าวตังตุ้ยๆอยู่โคนต้นไม้ บางทีถ้าทั้งคู่ได้ยินเสียงพูดคุยของเด็กสองคนนั้นเขาอาจจะยิ้มอย่างมีความสุขก็ได้
"อร่อยเปล่าวะไอเอ๋" ผมถามไอเอ๋
"อร่อยดีว่ะ หวานๆเค็มๆมันๆ อร่อยกว่าขนมหน้าปากซอยอีก" ไอเอ๋ตอบ
"เอาไว้ถ้ามีงานบวชอีก เดี๋ยวข้าทำกินมั่งดีกว่า" ผมเอ่ย
"เอ็งจำได้เหรอว่าเขาทำยังไง" ไอเอ๋ถามกลับ
"โธ่ ง่ายจะตายไปใช้ไม่กี่อย่างเอง" ผมตอบ
"เอาไว้งานบวชใครดีล่ะ" ไอเอ๋พูดขึ้น ปากของมันยังไม่ยอมหยุดเคี้ยวขนมตัง
"ก็งานบวชข้าไง ข้าต้องบวชก่อนเอ็งนี่นา" ผมบอก
"เออๆ แล้วข้าจะรอกิน" ไอเอ๋พูดขึ้น
กลิ่นหอมจากข้าวก้นกะทะที่ไหม้ไฟ หอมติดจมูกเราสองคนพร้อมกับรสชาติหวานมันทำให้เราสองคนนั่งกินกันจนเพลินลืมเวลา เมื่อกินกันจนหมดจานจึงมองไปที่เต้นท์หลังนั้นอีกครั้ง ลุงสองคนยังคงจ้องมองเราอยู่พร้อมกับโบกมือเรียก เราสองคนวิ่งไปยังเต้นท์พร้อมกับจานเปล่าๆที่มีเพียงเศษมะพร้าวติดอยู่ รอยยิ้มของคนต่างวัยสองคู่กำลังเชื่อมต่อกันด้วยขนมจานเล็กๆหนึ่งจาน ขนมที่มีชื่อเรียกันว่า ข้าวตัง.....
แล็วก็สนุกกับการได้ปั้นรูปสัตว์ประหลาดตามจินตนาการ แต่ที่อยากลองทำมากที่สุดคือทองหยิบอ่ะค่ะ เข้าๆ ไปดูแล้วโดนคุณยายประจำการตะเพิดออกมาว่าซน ให้ไปเล่นที่อื่นแทน คิดถึงการทำขนมหม้อแกงแบบรมด้วยควันมะพร้าวด้วย แต่ยังไม่เคยได้กินข้าวตังแบบที่บรรยายมานะคะ คิดถึงสมัยเด็กๆ จัง
งานบวชแถวบ้านพ้ม แม่Xฆ่าหมู ฆ่าวัว ไม่รู้มันจะเอาบุญรึจะทำบาปกันแน่
ฮิฮิ