เช้าวันนี้แม่จับผมอาบน้ำแต่งตัวซะเรียบร้อย แป้งเย็นๆถูกปะเข้ากับใบหน้าของผม เย็นไปทั่วทั้งหน้าและลำตัว หลังจากนั้นแม่ผมจึงเดินเข้าไปอาบน้ำและก็แต่งตัวด้วยเสื้อลายดอกสีสันสวยงาม ก่อนจะมาเอาแป้งผัดหน้าอยู่ที่หน้ากระจก เมื่อเสร็จแล้วแม่จึงเดินเข้าครัวไปตักข้าวมาให้ผมกิน ผมนั่งกินข้าวไปดูทีวีไป ส่วนแม่ยังคงเดินไปเดินมา เดินหากุญแจพร้อมหยิบกระเป๋าเงินที่ซุกไว้ใต้หมอนในตู้เสื้อผ้า
แม่คุณหรือยายของผมเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน เป็นปกติทุกวันที่แม่คุณจะสวดมนต์ทุกๆเช้าและทุกๆเย็นที่ห้องสวดมนต์ ซึ่งจะอยู่ที่ชั้นบนของบ้าน ผมมักจะขึ้นไปฟังแม่คุณสวดมนต์บ่อยๆ เสียงสวดมนต์ของแม่คุณฟังแล้วเย็นเพลิดเพลิน มีทำนองทุ้มต่ำชวนหลับเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งก็เป็นบทกลอนภาษาไทยที่แต่งเป็นคำสอนแม่คุณมักจะดีใจที่เห็นผมขึ้นไปนั่งฟังพร้อมกับให้ผมลองสวดมนต์ไปด้วย ผมท่องได้หลายบททีเดียวโดยเฉพาะบทกลอนเพราะมันจำได้ง่ายท่องแล้วสนุกดี บทกลอนง่ายๆเริ่มแรกที่ท่องจำได้กลอนหนึ่ง ก็คือ
"เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน เมื่อเจ้ามา มือเปล่า เจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ไป ตัวเปล่า เหมือนเจ้ามา"
เป็นกลอนที่สอนให้รู้ตัวว่า ตัวเราเองอย่าไปยึดติดกับสิ่งของนอกกายมากเกินไป เมื่อเราเกิดมาก็ไม่มีอะไรมากับเรา แม้นเราตายไปเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ สู้ทำดีไว้ดีกว่า แม่คุณผมจะสอนอยู่เสมอ
แม่คุณเดินลงจากบนบ้านเห็นผมนั่งกินข้าว อยู่ร้องเรียกทัก
"แหม่แต่งตัวหล่อแต่เช้าเชียวนะ จะไปไหนกันล่ะ"
"แม่จะพาไปธนาคารครับ" ผมตอบแม่คุณ พร้อมเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ
"อย่าลืมซื้อของมาฝากแม่คุณด้วยนะ" เสียงแม่คุณพูดพร้อมรอยยิ้ม
"ครับ" ผมตอบ
ไม่นานแม่ก็เตรียมของเสร็จพร้อมๆกับผมที่กินข้าวเสร็จพอดี แม่ชำเลืองมองดูนาฬิกาที่ข้างฝา ก่อนจะเดินจูงจักรยานสีเขียวออกไปข้างนอก พร้อมเรียกให้ผมขึ้นไปนั่ง ผมวิ่งขึ้นไปกระโดดนั่นซ้อนท้ายทันที เสียงแม่บอกออกมาเกือบจะทุกครั้งที่ผมนั่งซ้อนท้ายจักรยานว่าให้ระวังเท้าจะเข้าไปโดนซี่ลวด ผมรีบกางขาออกทันที
แม่ค่อยๆปั่นจักรยานออกจากซอย วิ่งไปตามถนนหน้าปากซอย ผ่านคลองชลประทานและไม่นานก็ถึงทางข้ามทางรถไฟ ตรงไปทางตลาดนัดลานวัดเจ็ดเสมียน ก่อนที่จะเลี้ยวผ่านหน้าวัดเข้าไปทางสถานีรถไฟที่อยู่ด้านซ้ายมือ แม่เอารถจักรยานเข้าไปจอดที่ใต้ต้นชมพู่ด้านใน จากนั้นก็พาผมเดินเข้าไปที่สถานีรถไฟ สถานีรถไฟที่นี่เป็นสถานีเล็กๆประจำตำบล มีเก้าอีไม้เล็กๆสีน้ำตาลเรียงต่อกันเป็นแถวยาว ใกล้ๆทางเข้าจะมีตาชั่งขนาดใหญ่อยู่ 1 อัน หน้าปัดของมันเป็นวงกลมใหญ่ ช่องขายตั๋วจะเป็นช่องเล็กๆมีพนักงานขายตั๋วอยู่ด้านใน แม่เดินไปซื้อตั๋วมา1 ใบเป็นตั๋วกระดาษแข็งเล็กๆสีส้มส่วนผมไม่ต้องเสียเงินเพราะว่าเป็นเด็กและความสูงก็ยังไม่ถึง แม่มักจะให้ผมวิ่งไปวัดความสูงกับเสาทางเข้าของสถานีรถไฟซึ่งเป็นไม้สูงประมาณร้อยยี่สิบเซ็นติเมตร แม่บอกว่าถ้าตัวสูงเกินกว่าเสาไม้นี้เมื่อไหร่ก็แสดงว่าจะต้องซื้อตั๋ว ผมวิ่งไปยืนหันหลังแนบกับเสานั้นก่อนจะเอามือขวาทำระดับที่บนหัวเทียบกับความสูงของเสานั้น เหลืออีกเยอะเลยทีเดียวผมวิ่งกลับมาบอกแม่ แม่ได้แต่อมยิ้ม
ไม่นานนักพนักงานประจำสถานีรถไฟ ก็หยิบเอาธงสีแดงและสีเขียวออกมาเดินอยู่ริมทางเดินที่เป็นปูน ใกล้ๆทางรถไฟ เขาเดินไปเดินมามองซ้ายทีขวาที สักพักหนึ่งหลังจากนั้นก็เดินมาสั่นระฆังทองเหลืองที่แขวนไว้ตรงชายคาของสถานีเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าขบวนรถไฟก็ใกล้จะมาแล้ว
เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้นมาแต่ไกล ผมวิ่งออกไปดูใกล้ๆริมทางปูน เห็นหัวรถไฟวิ่งไกลมาลิบๆมีควันขาวๆลอยออกมาเป็นสายตามเสียงหวูด เสียงสัญญาณเตือนจากสถานีดังขึ้นพร้อมๆกับ เสากั้นทางรถไฟถูกเลื่อนลงมาเพื่อปิดทางถนนไม่ให้รถสัญจรผ่าน เสียงรถไฟดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แม่เดินออกมาจากม้านั่งมายืนใกล้ๆผมพร้อมกับจับไหล่ผมไว้ รถไฟขบวนยาววิ่งผ่านหน้าเราเลยไปหลายตู้ ก่อนจะจอดสนิท ผมกับแม่เดินขึ้นทางบันไดเข้าไปด้านใน ในตู้นั้นมีคนอยู่หลายคนนั่งกันอยู่เต็มไปหมด บางคนอ่านหนังสือ บางคนนอนหลับ บางคนพูดคุยกัน แม่เดินพาผมไปอีกตู้หนึ่งด้านหน้า ระหว่างผ่านรอยต่อระหว่างตู้ผมรู้สึกสนุกมากเพราะมันจะแกว่งๆ มีเพียงที่กั้นเล็กๆเท่านั้นเอง
พอมาถึงอีกตู้หนึ่งเราก็เห็นที่นั่งว่าง จึงพากันนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ยาวๆ เสียงรถไฟดังฉึกฉักวิ่งไปตามรางผ่านท้องทุ่งนาริมข้างทาง ผมชอบมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง วิวด้านนอกมองออกไปไกลๆเห็นภูเขาอยู่ลิบๆตัดกับท้องทุ่งสีเขียวและขอบฟ้าสีคราม แลดูสบายตาดี ด้านในรถไฟจะมีป้ายโฆษณาเก่าๆติดตามด้านบนริมผนังตู้ บางอันขาดวิ่นจนมองไม่ออกว่าโฆษณาอะไร นั่งไม่นานนักก็มีคนเก็บตั๋วเดินมาพร้อมกับที่เจาะรูตั๋ว เขาเดินมาเรียกดูตั๋วจากแม่ และหยิบเอาไปเจาะรูก่อนจะส่งคืนให้ เสียงล้อรถไฟเสียดสีกับรางส่งเสียงดังไปตลอดทาง ยิ่งเวลาวิ่งผ่านสะพานเหล็กจะมีเสียงครืนดังออกมาดังลั่นไปทั่ว
ผมชอบมองคนขายของบนรถไฟ เพราะเขาจะเดินถือกระป๋องใส่พวกน้ำดื่มมากมายข้างในโดยมีน้ำแข็งใส่อัดเต็มไปหมด เขาจะเดินขายพร้อมกับร้องเรียกไปทั่ว ด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน
เช่น "เป๊กซี่ โพลาลิสใหม่ค้าบ (เป๊บซี่โพลาริส มั้ยครับ) " เสียงคนขายน้ำดังขึ้น
" ข้าวเหนียว ก่ายย่าง หม่าย ค่าบ (ข้าวเหนียว ไก่ย่าง มั้ยครับ) " เสียงคนขายไก่ดังขึ้น
แต่ละคนเดินสวนกันไปสวนกันมาบนรถไฟ มองดูแล้วเพลินตายิ่งนัก
รถไฟวิ่งไปไม่นานนักก็ถึงสถานีโพธาราม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่เราจะมา เสียงประกาศจากสถานีดังขึ้นให้ระมัดระวังในการลงพร้อมกับตรวจตราสัมพาระให้ดีก่อนลง แม่พาผมเดินลงมาพร้อมกับเดินไปออกไปจากสถานี เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะทะยานออกไปจากสถานีโพธารามมุ่งหน้าไปยังสถานีต่อไป
จุดหมายที่เรามาในวันนี้คือแม่ผมจะพาผมมาฝากเงินที่เก็บออมเอาไว้และก็จะพาเดินตลาดซื้อพวกผักผลไม้กลับบ้าน ซึ่งเรามักจะมากันประจำประมาณสามเดือนครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ผมเก็บเงินจากการขายผักได้ถึงสี่ร้อยกว่าบาทถือว่าเยอะมากทีเดียวสำหรับตัวผม แม้ตัวเลขเงินในบัญชีธนาคารจะไม่มากมายนักสำหรับบางคน แต่อย่างน้อยสำหรับผมมันก็มีคุณค่ามากกว่านั้น และอีกอย่างผมก็ดีใจด้วยที่ได้นั่งรถไฟมาฝากเงินกับแม่ประจำที่ธนาคารออมสินแห่งนี้ เพราะอะไรน่ะหรือ?? ก็เพราะได้นั่งรถไฟไง มันสนุกจริงๆนะ...
แม่คุณหรือยายของผมเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน เป็นปกติทุกวันที่แม่คุณจะสวดมนต์ทุกๆเช้าและทุกๆเย็นที่ห้องสวดมนต์ ซึ่งจะอยู่ที่ชั้นบนของบ้าน ผมมักจะขึ้นไปฟังแม่คุณสวดมนต์บ่อยๆ เสียงสวดมนต์ของแม่คุณฟังแล้วเย็นเพลิดเพลิน มีทำนองทุ้มต่ำชวนหลับเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งก็เป็นบทกลอนภาษาไทยที่แต่งเป็นคำสอนแม่คุณมักจะดีใจที่เห็นผมขึ้นไปนั่งฟังพร้อมกับให้ผมลองสวดมนต์ไปด้วย ผมท่องได้หลายบททีเดียวโดยเฉพาะบทกลอนเพราะมันจำได้ง่ายท่องแล้วสนุกดี บทกลอนง่ายๆเริ่มแรกที่ท่องจำได้กลอนหนึ่ง ก็คือ
"เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน เมื่อเจ้ามา มือเปล่า เจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ไป ตัวเปล่า เหมือนเจ้ามา"
เป็นกลอนที่สอนให้รู้ตัวว่า ตัวเราเองอย่าไปยึดติดกับสิ่งของนอกกายมากเกินไป เมื่อเราเกิดมาก็ไม่มีอะไรมากับเรา แม้นเราตายไปเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ สู้ทำดีไว้ดีกว่า แม่คุณผมจะสอนอยู่เสมอ
แม่คุณเดินลงจากบนบ้านเห็นผมนั่งกินข้าว อยู่ร้องเรียกทัก
"แหม่แต่งตัวหล่อแต่เช้าเชียวนะ จะไปไหนกันล่ะ"
"แม่จะพาไปธนาคารครับ" ผมตอบแม่คุณ พร้อมเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ
"อย่าลืมซื้อของมาฝากแม่คุณด้วยนะ" เสียงแม่คุณพูดพร้อมรอยยิ้ม
"ครับ" ผมตอบ
ไม่นานแม่ก็เตรียมของเสร็จพร้อมๆกับผมที่กินข้าวเสร็จพอดี แม่ชำเลืองมองดูนาฬิกาที่ข้างฝา ก่อนจะเดินจูงจักรยานสีเขียวออกไปข้างนอก พร้อมเรียกให้ผมขึ้นไปนั่ง ผมวิ่งขึ้นไปกระโดดนั่นซ้อนท้ายทันที เสียงแม่บอกออกมาเกือบจะทุกครั้งที่ผมนั่งซ้อนท้ายจักรยานว่าให้ระวังเท้าจะเข้าไปโดนซี่ลวด ผมรีบกางขาออกทันที
แม่ค่อยๆปั่นจักรยานออกจากซอย วิ่งไปตามถนนหน้าปากซอย ผ่านคลองชลประทานและไม่นานก็ถึงทางข้ามทางรถไฟ ตรงไปทางตลาดนัดลานวัดเจ็ดเสมียน ก่อนที่จะเลี้ยวผ่านหน้าวัดเข้าไปทางสถานีรถไฟที่อยู่ด้านซ้ายมือ แม่เอารถจักรยานเข้าไปจอดที่ใต้ต้นชมพู่ด้านใน จากนั้นก็พาผมเดินเข้าไปที่สถานีรถไฟ สถานีรถไฟที่นี่เป็นสถานีเล็กๆประจำตำบล มีเก้าอีไม้เล็กๆสีน้ำตาลเรียงต่อกันเป็นแถวยาว ใกล้ๆทางเข้าจะมีตาชั่งขนาดใหญ่อยู่ 1 อัน หน้าปัดของมันเป็นวงกลมใหญ่ ช่องขายตั๋วจะเป็นช่องเล็กๆมีพนักงานขายตั๋วอยู่ด้านใน แม่เดินไปซื้อตั๋วมา1 ใบเป็นตั๋วกระดาษแข็งเล็กๆสีส้มส่วนผมไม่ต้องเสียเงินเพราะว่าเป็นเด็กและความสูงก็ยังไม่ถึง แม่มักจะให้ผมวิ่งไปวัดความสูงกับเสาทางเข้าของสถานีรถไฟซึ่งเป็นไม้สูงประมาณร้อยยี่สิบเซ็นติเมตร แม่บอกว่าถ้าตัวสูงเกินกว่าเสาไม้นี้เมื่อไหร่ก็แสดงว่าจะต้องซื้อตั๋ว ผมวิ่งไปยืนหันหลังแนบกับเสานั้นก่อนจะเอามือขวาทำระดับที่บนหัวเทียบกับความสูงของเสานั้น เหลืออีกเยอะเลยทีเดียวผมวิ่งกลับมาบอกแม่ แม่ได้แต่อมยิ้ม
ไม่นานนักพนักงานประจำสถานีรถไฟ ก็หยิบเอาธงสีแดงและสีเขียวออกมาเดินอยู่ริมทางเดินที่เป็นปูน ใกล้ๆทางรถไฟ เขาเดินไปเดินมามองซ้ายทีขวาที สักพักหนึ่งหลังจากนั้นก็เดินมาสั่นระฆังทองเหลืองที่แขวนไว้ตรงชายคาของสถานีเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าขบวนรถไฟก็ใกล้จะมาแล้ว
เสียงหวูดของรถไฟดังขึ้นมาแต่ไกล ผมวิ่งออกไปดูใกล้ๆริมทางปูน เห็นหัวรถไฟวิ่งไกลมาลิบๆมีควันขาวๆลอยออกมาเป็นสายตามเสียงหวูด เสียงสัญญาณเตือนจากสถานีดังขึ้นพร้อมๆกับ เสากั้นทางรถไฟถูกเลื่อนลงมาเพื่อปิดทางถนนไม่ให้รถสัญจรผ่าน เสียงรถไฟดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แม่เดินออกมาจากม้านั่งมายืนใกล้ๆผมพร้อมกับจับไหล่ผมไว้ รถไฟขบวนยาววิ่งผ่านหน้าเราเลยไปหลายตู้ ก่อนจะจอดสนิท ผมกับแม่เดินขึ้นทางบันไดเข้าไปด้านใน ในตู้นั้นมีคนอยู่หลายคนนั่งกันอยู่เต็มไปหมด บางคนอ่านหนังสือ บางคนนอนหลับ บางคนพูดคุยกัน แม่เดินพาผมไปอีกตู้หนึ่งด้านหน้า ระหว่างผ่านรอยต่อระหว่างตู้ผมรู้สึกสนุกมากเพราะมันจะแกว่งๆ มีเพียงที่กั้นเล็กๆเท่านั้นเอง
พอมาถึงอีกตู้หนึ่งเราก็เห็นที่นั่งว่าง จึงพากันนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ยาวๆ เสียงรถไฟดังฉึกฉักวิ่งไปตามรางผ่านท้องทุ่งนาริมข้างทาง ผมชอบมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง วิวด้านนอกมองออกไปไกลๆเห็นภูเขาอยู่ลิบๆตัดกับท้องทุ่งสีเขียวและขอบฟ้าสีคราม แลดูสบายตาดี ด้านในรถไฟจะมีป้ายโฆษณาเก่าๆติดตามด้านบนริมผนังตู้ บางอันขาดวิ่นจนมองไม่ออกว่าโฆษณาอะไร นั่งไม่นานนักก็มีคนเก็บตั๋วเดินมาพร้อมกับที่เจาะรูตั๋ว เขาเดินมาเรียกดูตั๋วจากแม่ และหยิบเอาไปเจาะรูก่อนจะส่งคืนให้ เสียงล้อรถไฟเสียดสีกับรางส่งเสียงดังไปตลอดทาง ยิ่งเวลาวิ่งผ่านสะพานเหล็กจะมีเสียงครืนดังออกมาดังลั่นไปทั่ว
ผมชอบมองคนขายของบนรถไฟ เพราะเขาจะเดินถือกระป๋องใส่พวกน้ำดื่มมากมายข้างในโดยมีน้ำแข็งใส่อัดเต็มไปหมด เขาจะเดินขายพร้อมกับร้องเรียกไปทั่ว ด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน
เช่น "เป๊กซี่ โพลาลิสใหม่ค้าบ (เป๊บซี่โพลาริส มั้ยครับ) " เสียงคนขายน้ำดังขึ้น
" ข้าวเหนียว ก่ายย่าง หม่าย ค่าบ (ข้าวเหนียว ไก่ย่าง มั้ยครับ) " เสียงคนขายไก่ดังขึ้น
แต่ละคนเดินสวนกันไปสวนกันมาบนรถไฟ มองดูแล้วเพลินตายิ่งนัก
รถไฟวิ่งไปไม่นานนักก็ถึงสถานีโพธาราม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่เราจะมา เสียงประกาศจากสถานีดังขึ้นให้ระมัดระวังในการลงพร้อมกับตรวจตราสัมพาระให้ดีก่อนลง แม่พาผมเดินลงมาพร้อมกับเดินไปออกไปจากสถานี เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะทะยานออกไปจากสถานีโพธารามมุ่งหน้าไปยังสถานีต่อไป
จุดหมายที่เรามาในวันนี้คือแม่ผมจะพาผมมาฝากเงินที่เก็บออมเอาไว้และก็จะพาเดินตลาดซื้อพวกผักผลไม้กลับบ้าน ซึ่งเรามักจะมากันประจำประมาณสามเดือนครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ผมเก็บเงินจากการขายผักได้ถึงสี่ร้อยกว่าบาทถือว่าเยอะมากทีเดียวสำหรับตัวผม แม้ตัวเลขเงินในบัญชีธนาคารจะไม่มากมายนักสำหรับบางคน แต่อย่างน้อยสำหรับผมมันก็มีคุณค่ามากกว่านั้น และอีกอย่างผมก็ดีใจด้วยที่ได้นั่งรถไฟมาฝากเงินกับแม่ประจำที่ธนาคารออมสินแห่งนี้ เพราะอะไรน่ะหรือ?? ก็เพราะได้นั่งรถไฟไง มันสนุกจริงๆนะ...
แต่ชอบนะสนุกดีแหละ
ถ้าเพื่อนๆสนใจเว็บไซด์สุจภาพเพื่ิคนไทย และรูปภาพสวยๆ เป็นสกีนเซฟเฟอร์(กำลังทำ)สามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ได้นะครับ