หลายครั้งที่ได้ไปดูหนังกลางแปลงในตอนกลางคืน ผมกับไอเอ๋ก็มักจะเดินเตร่ไปดูแถวๆ เครื่องฉายหนัง เนื่องจากมันเป็นเครื่องที่น่าสนใจสำหรับพวกเรามาก เครื่องฉายหนังจะถูกตั้งออกมาห่างจากจอหนังหลายเมตร และมักจะตั้งอยู่ในเต๊นท์ผ้าใบสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่า เครื่องฉายเป็นเหมือนเครื่องกลขนาดใหญ่ มีแสงสว่างจ้าอยู่ภายในตัวเครื่อง ด้านหน้าของเครื่องมีแสงส่องออกมาทางปล่องรูฉายโดยมีฟิล์มอยู่ด้านหน้าไม่ห่างกันคอยเลื่อนจากม้วนด้านบนลงไปยังม้วนด้านล่าง ด้านบนของเครื่องจะเป็นลักษณะคล้ายปล่องควัน มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาเป็นระยะ ในเต้นท์นั้นก็จะมีพวกชั้นเครื่องเสียงและอุปกรณ์ต่างๆวางอยู่เป็นแถวหลายชั้น กล่องใส่หนังสีำดำวางเรียงรายอยู่่บนพื้น บนกล่องมีกระดาษเขียนชื่อหนังใบเล็กๆ ติดอยู่ ตัวอักษรเขียนด้วยลายมือที่หวัดอ่านยาก จึงไม่แปลกเลยที่เราจะไม่ค่อยได้รู้ก่อนว่าในคืนนี้หนังจะฉายเรื่องอะไร
การที่ได้เห็นภาพบนฟิมล์ที่อยู่นิ่งๆ สามารถขยับได้บนจอผืนผ้าใบ สำหรับเรานั้นมันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ใจมาก หนังที่ฉายอยู่บนจอบางครั้งก็หยุดเอาซะดื้อๆ เนื่องจากฟิล์มที่ผ่านหน้าจอเครื่องฉายเกิดไหม้ขึ้นมา อาจจะเนื่องมาจากความร้อนที่ออกมากับแสงไฟหรืออะไรก็ตามแต่ แต่ผมกับไอเอ๋ก็มักจะภาวนาให้หนังไหม้เยอะๆ เพราะจะได้เก็บเศษฟิล์มที่ตกเกลื่อนพื้นเอากลับบ้าน เพราะเมื่อฟิล์มหนังเกิดไหม้ขึ้นมา คนที่ดูแลเครื่องก็จะชักฟิล์มออกมาบางส่วนแล้วก็ตัดทิ้งไป ผมกับไอเอ๋ก็จะรอเก็บเอามาส่องดูกับแสงไฟก็เห็นเป็นภาพซ้ำๆ กันเรียงเป็นแถวไม่มีอะไรน่าสนใจนัก ได้แต่ม้วนเก็บเอากลับบ้าน กะว่าจะเอาไปทำเครื่องฉายหนังเองบ้างแล้วจะไปลองดูว่าภาพเหล่านั้นมันขยับได้อย่างไร
ฟิล์มม้วนนั้น ถูกผมกับไอเอ๋เก็บกลับบ้าน กลิ่นของมันเหม็นแต่ชวนดมพิลึก เราเล่นเอาไฟฉายส่องให้มันไปกระทบกับผ้าสีขาวๆ มันก็ออกมาเป็นภาพแต่ก็ไม่ได้ขยับแต่อย่างใด ลองเลื่อนภาพผ่านไฟฉายไปมาเหมือนเครื่องฉายหนัง มันก็กลายเป็นดูไม่รู้เรื่องไปซะอย่างนั้น ลองเลื่อนไฟฉายเข้าใกล้และออกห่างจากฟิล์มก็ทำให้ภาพที่กระทบผ้าสีขาวออกมาเบลอ ๆ สุดท้ายจึงสรุปว่าลองเอามาทำเป็นจอหนังเลียนแบบที่เขาฉายกันดีกว่า น่าจะสนุกดี
ไม่นานนักที่ลานกองทรายเล็กๆ ใต้ต้นมะพร้าวหน้าบ้านผม ก็ถูกปรับจนเรียบเพื่อที่จะกลายเป็นลานฉายภาพยนต์ขนาดเล็กของเรา ช่วงกลางวัน วันนี้ผมนั่งเหลาไม้แล้วเอามาประกอบเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพื่อจะเอามาเป็นโครงจอหนัง ซึ่งขนาดใหญ่พอๆ กับจอทีวีในบ้าน ก่อนจะเดินไปหาผ้าที่จะเอามาทำเป็นจอหนัง เดินวนเวียนหาผ้าสีขาวก็ไม่เจอ จนแอบตัดสินใจกันว่าจะไปตัดมุ้งของแม่เอามาทำ แต่ก็ด้วยกลัวที่จะโดนตี ก็เลยเดินหาไปเรื่อยๆ จนไปเจอเข้ากับถุงปุ๋ย ซึ่งด้านหนึ่งจะมีพื้นสีขาว เราไม่รอช้าที่จะตัดเอามาทำเป็นผืนหนังบนโครงไม้ที่สร้างไว้ ใช้เชือกผูกยึดมุมถุงปุ๋ยที่ตัดเอาไว้ทั้งสี่ด้าน ด้านบนของจอเหลือไม้โผล่ออกมาเล็กน้อย ตัดเอากระดาษมาทำเป็นธง ทำให้เหมือนกับจอหนังกลางแปลงทั่้วไปที่จะมีธงชาติไทยโบกไสวอยู่ด้านบนของจอ จากนั้นเอาเชือกมาผูกยึดที่มุมเพื่อจะทำเป็นที่ยึดจอหนัง เราเอาจอหนังของเราไปวางรออยู่ที่โคนต้นมะพร้าว รอให้ถึงตอนเย็นจึงจะทำการยกจอหนังขึ้นให้เหมือนที่เขาทำกัน ก่อนจะเดินไปหากระป๋อง ต่างๆมาวางเป็นชั้นลำโพงข้างจอหนังของเราเพื่อความสมจริง
สำหรับเครื่องฉายถือเป็นหัวใจสำคัญในคืนนี้ของเราเลยทีเดียว เราเดินหาอุปกรณ์ที่จะเอามาทำเป็นเครื่องฉายของเราอยู่พักใหญ่ จนไปพบกับกระป๋องแป้งเย็นตรางู ซึ่งลักษณะใกล้เคียงเครื่องฉายที่เราต้องการ ด้านหน้าที่เป็นกระป๋องแป้งเราเอาฝาเกลียวของมันมาปิดไว้ ส่วนก้นกระป๋องก็เจาะให้เป็นช่องแสงออกสำหรับฉายไปบนจอหนัง ในการเจาะช่องต่างเราก็แอบไปเอามีดในครัวของแม่มาค่อยๆเซาะไปเรื่อยๆ ตามแนวบนกระป๋องแป้ง อาจจะเบี้ยวเอียงไปบ้างก็ด้วยอุปกรณ์จำกัดนั่นเองด้านบนเราเจาะรูทำเป็นปล่องสำหรับระบายควันหาเหล็กแผ่นกลมๆมาม้วนใส่ไว้ให้ยาวออกมา สำหรับด้านข้างเราทำเป็นประตูพับเปิดปิดได้ เอาไว้สำหรับใส่ไฟเข้าไปด้านในเพื่อเป็นแหล่งกำเนิดแสง ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงของเราก็จะเป็นเทียนที่ถูกหักเป็นแท่งสั้นๆ เพื่อที่จะใส่เข้าไปในกระป๋องแป้งได้ เมื่อเครื่องฉายของเราพร้อมแล้ว เราก็ตำแหน่างที่จะวางให้ห่างจากจอหนังที่เราทำไว้จากนั้นก็เดินหาเศษไม้มารองเป็นชั้นสำหรับวางเครื่องฉายของเราให้สูงพอที่จะฉายแสงไปบนจอผ้าใบได้ หาเศษไม้มาวางเป็นชั้นเครื่องเสียงเพื่อความสมจริง หาเชือกโยงสายจากลำโพงข้างจอหนังมายังเครื่องเสียงสมมติว่าเป็นสายไฟ หลังจากนั้นก็เพียงรอเวลาให้พลบค่ำ
ช่วงเวลารอคอยของเรามาถึงแล้ว ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด ดวงจันทร์ส่องแสงสว่างขาวนวลลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าเมฆในคืนนี้มีน้อยจนทำให้เรามองเห็นหมู่ดาวต่างๆ ลอยเรียงรายอยู่บนท้องฟ้าได้โดยง่าย บางดวงกระพริบระยิบระยับเหมือนแสงหิ่งห้อย ต่างกันเพียงที่มันอยู่ห่างไกลและไม่เคลื่อนไหวไปมาเท่านั้นเอง ลานกองทรายหน้าบ้านผมตอนนี้มีแสงสว่างริบหรี่อยู่ที่โคนต้นมะพร้าว ไอเอกและไออามถูกผมกับไอเอ๋ชวนให้มาดูหนังที่เราทำขึ้นในวันนี้ ทั้งสองคนนั่งอยู่บนเสื่อขาดๆ บนกองทราย โดยมีผมกับไอเอ๋กำลังปรับแสงไฟให้ฉายไปบนจอหนังของเรา แสงสว่างจากเครื่องฉายเราส่องแสงสีเหลืองจากแสงเทียนภายในออกไปสู่ผืนผ้า ด้านบนเครื่องฉายมีควันสีน้ำตาลโพยพุ่งออกมาจากเทียนที่อยู่ภายใน
"สวัสดีครับท่านผู้ชมทุกท่าน" เสียงผมประกาศผ่านทางท่อนไม้ที่ถืออยู่ สมมติเอาว่าเป็นไมโครโฟน
"ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้ามาชมภาพยนต์ของเรานะครับ" ผมประกาศต่อขณะที่ไอเอกและไออามนั่งฟังอย่างตั้งใจ
"สำหรับในวันนี้ เราก็จะฉายเรื่อง..."
"เรื่องอะไรวะ" ผมหันกลับไปถามไอเอ๋เนื่องจากยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง
"ใหญ่,,ฟัด,,ใหญ่" เสียงไอเอ๋ประกาศแทน ทำเสียงให้ฟังดูคึกคัก
"ให้เสียงภาษาไทยโดยพันธมิตร" ผมแย่งไมค์มาประกาศต่อ
เสียงหัวเราะพร้อมปรบมือเปาะแปะ ดังมาจากไอเอกและไออาม
ม้วนฟิล์มที่ถูกเก็บเอาไว้ ถูกเอาออกมาลองวางไปบนหน้ารูฉายของเรา ภาพของมันไปปรากฏอยู่บนผืนผ้าจอหนังเล็กของเรา แต่ขนาดของมันกลับไม่เป็นอย่างที่เราคิดกันเอาไว้
"ทำไมมันเล็กจังวะ" เสียงไอเอกบ่นออกมา
"เออว่ะ" ผมกับไอเอ๋พร้อมใจกันเอ่ยขึ้น
เครื่องฉายหนังของเราถูกปรับไปมา โดยไอเอกกับไออามซึ่งเป็นผู้ชมกลับกลายมาเป็นคนฉายหนังร่วมปรับแสงกับเราอย่างสนุกสนานเมื่อแสงเทียนเริ่มริบหรี่ก็ใส่เทียนแท่งใหม่เข้าไปแทนที่ เมื่อเราปรับภาพที่ฉายบนผืนผ้ามีขนาดใหญ่ขึ้น เราจึงลองเลื่อนฟิล์มไปมา ภาพที่ออกมา เบลอจนดูไม่ได้
"เฮ้ย เอางี้ดีกว่า รอข้าแป้บนึงนะ" ไอเอ๋พูด ก่อนจะวิ่งลอดรั้วไปยังบ้านของมัน ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมกับกระป๋องปี๊บใส่ขนมเก่าๆ ที่มีตัวการ์ตูนต่างๆ อัดแน่นอยู่ข้างใน
ไอเอ๋หยิบตัวการ์ตูนทหารสีแดงขึ้นมา ก่อนจะทาบไปบนด้านหลังของจอหนัง
"มองไม่เห็นว่ะ" ไอเอกที่นั่งอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้น
"อ๋อ เอ็งต้องไปนั่งฝั่งนู้นแล้วไอเอ๋มาฉายฝั่งนี้สิ ทำแบบหนังตะลุงไง" ผมเอ่ยขึ้น เนื่องจากจำได้ว่าหนังตะลุงเขาทำกันแบบนี้
เราขยับจอหนังของเราเข้ามาใกล้เครื่องฉาย ตัวการ์ตูนในกระป๋องปี๊บไอเอ๋ถูกหยิบออกมาเตรียมดำเนินเรื่อง ไอเอ๋ลองหยิบการ์ตูนไปทาบบนจอหนัง คราวนี้ไอเอกและไออามตบมือเสียงดังพร้อมตะโกนอย่างดีใจว่าเห็นแล้ว
แสงจากเครื่องฉายส่องสว่างไปบนจอหนัง สว่างเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดโดยรอบ ตัวการ์ตูนยางถูกจับโลดแล่นไปบนจอหนัง เดินเหินเหาะไปมา บางครั้งมีฉากสู้รบกันอย่างสนุกสนาน ไอเอกกับไออามนึกสนุกก็มาเป็นคนฉายให้ผมกับไอเอ๋ดูกันบ้าง เสียงหัวเราะสนุกสนานดังไปทั่วบริเวณ จนตาใจพ่อของไอเอ๋สงสัยเดินออกมาดู
หนังจอเล็กของเรากลับมาครึกครื้นอีกครั้ง โดยการพากย์ของพ่อไอเอ๋ในท้องเรื่อง "ไอ้คิงคอง" คิงคองพลาสติกตัวดำมะเมี่ยมถูกจับมาโลดแล่นไปบนจอหนัง พ่อของไอเอ๋พากษ์เสียงคิงคองฟังดูตลกแทนที่จะน่ากลัว เสียงพระเอกฟังแล้วเหมือนคนเก๊กหล่อ ส่วนนางเอกก็ถูกบีบเสียงให้ฟังดูเล็กแหลมจนตลก พวกเรานั่งดูนั่งฟังกันเพลินหัวเราะกันจนท้องแข็ง
"สะหวัดดีจ๊ะพ่อรูปหล่อวันนี้ไปเที่ยวกันมั้ยจ๊ะ" เสียงเล็กแหลมของนางเอกเอ่ยขึ้นบนจอหนัง
"อ่ะฮ้า วันนี้พี่ว่างมากเลยล่ะจ๊ะ อ่ะฮ้า ไปกันได้เลยจ๊ะ อ่ะฮ้า" เสียงพระเอกตอบอย่างเก๊กหล่อ ก่อนจะจูงมือนางเอกหายไปจากจอหนัง
ไม่นานนักคิงคองตัวใหญ่ ก็ปรากฏกายขึ้นบนจอ พร้อมเสียงคำราม
"เฮ่ยนี่ ไอเด็กๆ ทั้งหลาย เห็นผู้ชายกับผู้หญิงแถวนี้มั้ย เมื่อกี๊ได้ยินเสียงมันแว่วๆ" เสียงคิงคองจากจอหนังพูดกับพวกเราที่กำลังนั่งดูอยู่อย่างตั้งใจ เราสี่คนพร้อมใจกันชี้ไปมุมหนึ่งของจอหนังที่เห็นว่าพระเอกพานางเอกหายไปเมื่อสักครู่พร้อมตะโกนบอก "ทางนู้นๆๆ" ไม่นานนักเจ้าคิงคองตัวนั้นก็เดินหายไปตามทางที่เราชี้ ด้วยความลุ้นระทึกของพวกเราที่ได้บอกมันไปโดยลืมไปว่าเมื่อกี๊เจ้าคิงคองมันพูดกับใคร
ไม่นานนักเจ้าคิงคองก็พบกับพระเอกและสู้รบกันเป็นพัลวัน บางครั้งพระเอกได้เปรียบวิ่งไล่คิงคองหายไปทางหนึ่งของจอหนัง ไม่นานนักก็ถูกคิงคองไล่มาออกมาจากมุมเดิม ทำให้เสียงหัวเราะของพวกเราดังขึ้นอยู่ตลอดเวลา
แสงริบหรี่ของเครื่องฉายถูกแทนที่ด้วยเทียนแท่งใหม่ที่ใส่เข้าไป เสียงหัวเราะสนุกสนานยังคงดังไปทั่วลานหน้าบ้าน ท่ามกลางความสว่างบนท้องฟ้าจากแสงจันทร์และความสว่างบนลานดินจากแสงเทียน สายลมเย็นๆ ในตอนกลางคืนพัดมาเป็นระยะๆ ทำให้รู้สึกเย็นสบายไปกับสายลมและเพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่องหนังที่กำลังเข้มข้น หนังจอเล็กของเรายังคงฉายอยู่ หนังที่สนุก หนังที่ไม่ต้องใช้ฟิล์ม หนังที่ขยับได้ และที่สำคัญเป็นหนังที่พูดได้..กับผู้ชม??!....