ด้วยการที่เป็นเด็กเรียน ทำให้ผมไม่ค่อยได้เข้าไปสุงสิงกับกลุ่มเพื่อนที่ชอบเที่ยวหรือมักมีกิจกรรมลับๆ กันสักเท่าไหร่ เว้นแต่ก็ช่วงใกล้สอบที่จะยกโขยงพากันมาเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อจะให้ผมช่วยเก็งข้อสอบให้และก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ผมได้รับเชิญจากเพื่อนๆ ให้ไปร่วมรับประทานอาหารตามร้านลาบต่างๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีแห่งนี้มากนัก ซึ่งจะอุดมไปด้วยเหล้ายาปลาปิ้งเต็มโต๊ะ ส่วนตัวผมที่ไม่ดื่มเหล้า ก็จะนั่งเป็นผู้กำกับ(ใส่ปาก)อยู่ตลอดเวลา พักหลังชักแปลกใจไม่เห็นชวนไปอีกเลย
การเรียนสายอาชีวะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรอย่างมากมายในการดำรงชีวิต สาขาวิชาช่างไฟฟ้า เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆของที่นี่ จบไปแล้วถ้าพูดภาษาคนรู้เรื่องรับรองไม่อดตายแน่นอน
ผมจะมีเพื่อนที่ขยันเรียนกลุ่มเล็กๆอีกกลุ่มหนึ่งจึงทำให้เรียนได้โดยไม่เหงาเพราะยังรู้สึกว่ามีคนเรียนอยู่กับเรา ทำให้ผมไม่ค่อยได้สุงสิงกับเพื่อนอีกกลุ่มมากนัก แต่บางครั้งก็มีเรื่องให้พวกเราทั้งห้องต้องคล้อยตามกันไปก็เช่นเรื่อง โดดเรียน
ทุกๆวิชาที่เราเรียนที่นี่จะถูกตั้งกฎอย่างเข้มงวดในเรื่องการเข้าเรียน นักเรียนที่เข้าห้องเรียนช้าเกินกว่า 15 นาที ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม รถยางแตก แม่ป่วย ช่วยคนเจ็บ สารพัดเหตุผลที่จะยกเอามาอ้าง จะไม่ได้รับการตอบสนองจากอาจารย์ทุกครั้งไป โดยคนๆนั้นจะถูกติ๊กชื่อลงไปในใบรายชื่อทันทีว่า มส. (มาสาย) ความรุนแรงของ มส. นอกจากจะทำให้จิตพิสัยหรือที่เพื่อนๆพากันเรียกว่าคะแนนพิศวาส จะตกลง มันยังมีผลต่อเนื่องโดย มส. 2 ครั้งจะเท่ากับ 1 ขร. (ขาดเรียน) คะแนนเหล่านี้จะลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยจะเน้นกับผลการสอบ คะแนนเหล่านี้มันเป็นส่วนสำคัญในการเรียนทีเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ตามถ้าใครสามารถจบออกไปโดยไม่ได้อักษรย่อพวกนี้ติดตัวไปในชีวิต ก็จะรู้สึกเชยสะบัดทีเดียว
นอกจากอาจารย์ที่จะตั้งกฎนี้ไว้แล้ว พวกเราเองก็ได้ตั้งกฎกันเองไว้ใช้สำหรับอาจารย์อีกด้วย เพราะมีบ่อยครั้งที่อาจารย์มาสอนไม่ตรงเวลา ครั้งหนึ่งในวิชาคอมพิวเตอร์ อาจารย์หนุ่มท่านหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนห้องคอมพ์ที่ตึกไฟฟ้าเพื่อมาสอนพวกเรา ขึ้นมาเจอผมกับเพื่อนอีกคนกำลังนั่งแลกเปลี่ยนการบ้านกันอยู่ ส่วนคนอื่นๆไม่เห็นมีใครมา อาจารย์จึงถามเสียงเข้ม
" เอ่านี่ นพพร เพื่อนเธอยังไม่มากันอีกเหรอ"
"เอ่อ อาจารย์ครับ ตอนนี้อาจารย์ได้ มส. แล้วล่ะครับ มันเลย 15 นาทีแล้วเพื่อนผมมันแยกย้ายกันไปหมดแล้วล่ะครับ" ผมตอบอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้
"เฮ้ย! นี่อาจารย์โทรเข้าไปที่ห้องพักครูให้มาบอกหัวหน้าห้องเธอแล้วไม่ใช่เหรอ!" อาจารย์ทำท่าตกใจ
ผมนึกถึงหน้าไอชัช หรือที่เพื่อนๆพากันเรียกว่าไอแก่ เพราะอาวุโสที่สุดในห้อง จำได้ว่ามันไม่เห็นจะบอกอะไรเพื่อนๆเลย ซ้ำยังเป็นคนนำเพื่อนให้โดดเรียนอีกต่างหาก
"เอ่อ เหตุผลใช้กับพวกมันไม่ได้หรอกครับอาจารย์" ผมตอบเสียงเรียบๆ
มส. ของอาจารย์ไม่ใช่เพียงมาสายเท่านั้น แต่มันหมายถึง หมดสิทธิสอน ความรุนแรงพาอๆกับ ขร. ที่พวกเราได้รับเลยทีเดียว ไม่รู้ว่ามันจะยุติธรรมหรือไม่ แต่อาจารย์หนุ่มก็ได้แต่หันหลังเดินส่ายหน้าดูนาฬิกาที่ข้อมืออย่างละเหี่ยใจ เป็นครั้งแรกที่แกได้ มส. จากลูกศิษย์
หลังอาจารย์เดินลับไป ผมกับเพื่อนต่างมองหน้ากัน พากันนึกในใจ
"เดี๋ยวแกก็ชิน.."
เช้าอีกวันหนึ่งหลังโดดเรียน เพื่อนๆก็มักจะมีวีรกรรมต่างๆมาเล่าสู่กันฟังอย่างไม่ขาด ของตัวผมเองก็ได้รับความสนใจไม่น้อย
"เฮ้ย ไอฉิม เมื่อวานโดดไปไหนมาวะ" ไอตั้มเพื่อนในห้อง เดินเข้ามาถาม
"กูกลับบ้าน" ผมตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"เอ่า!!?" ไอตั้มมองหน้าผมอย่างงงๆ
"ก็กูไม่รู้จะไปไหนนี่หว่า" ผมตอบทับไปอีกที
"เฮ้ย !! เมื่อวานไอเหี้ยฉิม โดดเรียนกลับบ้านว่ะ" เสียงไอตั้มตะโกนลั่นห้อง เปลี่ยนสรรพนามให้ผมอย่างเสร็จสรรพ
ไม่ถึงหนึ่งนาทีหลังจากนั้น ผมก็ถูกประชาทัณฑ์ด้วยคำพูดจากเพื่อนฝูงอย่างรวดเร็ว ถาโถมเข้ามาประหนึ่งซีนามิถล่มชายหาด ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ทั้งที่เมื่อวานมันก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ผมกลับไปพร้อมกัน ผมนั่งยิ้มรับคำประชาทัณฑ์ นึกอยากเขกกะโหลกไอเพื่อนตัวแสบข้างกาย ที่ช่างไหลลื่นไปกับเพื่อนๆในห้องเป็นอย่างดี
"ไอป๊อด"
"ไอใจจิ๋มมด"
"ไอตูดหมึก"
"ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน" (แน่ะ ดูมันด่า)
เมื่อคำด่าเริ่มห่างจากเรื่องที่ผมโดดเรียน ผมจึงต้องรีบตัดบท
"เออ ๆๆๆ คราวหน้าเดี๋ยวกูจะโดดไปกับพวกมึงละกัน"
เสียงเฮดังขึ้นในห้อง แต่ยังมีเสียงด่าแทรกมาเป็นระยะ
"ไอเชี่ยะ"
"ไอลูกไม่รักดี"
"ไอลูกอกตัญญู"
ผมได้แต่ยิ้มไม่รู้ว่ามันด่าใครกันแน่ หันมองไปมองมาหาต้นตอ ก่อนจะพบ
"แหม่ เนียนจริงๆนะมึง" ตามมาด้วยเสียงเขกกะโหลกจากมือผมดังเป๊ก ไปยังเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ไอเพื่อนตัวแสบนี่เอง....
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
แต่มันคงเป็นธรรมชาติของวัยช่วงนั้น...แหกกฏได้เป็นแหก
... โดดเรียนกลับบ้าน