ฮอนด้า โนวา อาเอส สีน้ำเงินถูกสตาร์ทเครื่องเสียงดัง ก่อนจะทะยานออกไปจากโรงรถของวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี วันนี้อาจารย์โดน มส. เช่นเคย ผมขับมันออกมาตามท้ายรถเพื่อนๆที่ออกมากันเป็นกลุ่ม เนื่องจากคราวที่แล้วไปรับปากไว้ว่าจะโดดเรียนไปพร้อมกับพวกมัน พวกเรามุ่งหน้าออกไปยังซอยข้างวิทยาลัยวิ่งไปตามถนนจนสุดทาง ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนดินลูกรังแคบๆ ไปสู่หอพักของเพื่อนที่เป็นเด็กใต้ ซึ่งจะเช่าห้องรวมกันอยู่เพื่อพักอาศัยระหว่างที่เรียนอยู่ที่นี่
หอพักที่ว่าเป็นอาคารปูนเก่าๆสามชั้น ปลูกเรียงติดกันเป็นแถวยาว อาคารแถวหน้ายังพอเห็นคนพักอาศัยอยู่บ้าง แต่หลังต่อจากหอเพื่อนผมส่วนใหญ่จะเป็นอาคารร้าง พวกเราจอดรถมอเตอร์ไซต์ไว้ด้านหน้าก่อนจะพากันเดินเข้าไปด้านใน ชั้นล่างของหอพักเป็นชั้นโล่งมีเพียงรองเท้า ถุงเท้า ที่วางระเกะระกะอย่างไม่เป็นระเบียบ ความโล่งไม่ได้ทำให้ดูสะอาดได้เลยเพราะมันเต็มไปด้วยหยากไย่ตามมุมฝาและขี้ฝุ่นเต็มพื้นปูน เพื่อนผมเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ขณะที่ผมเดินสำรวจอยู่ด้านล่างเพราะพึ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ที่ชั้นล่างด้านหลังสุด มีเครื่องซักผ้าเก่าๆ ตั้งอยู่ สภาพดูไม่ออกว่าใช้งานได้อยู่หรือเปล่า ขณะที่ข้างๆก็มีอุปกรณ์ทำอาหารพวกกะทะ และถ้วยชามช้อน ที่วางกองพะเนินเอาไว้ เศษอาหารที่ติดตามขอบจานแห้งกรัง บอกให้เห็นถึงอดีตว่ามันได้ผ่านอะไรมาบ้างพอสมควรก่อนที่จะมาถึงในวันนี้
ผมเดินอยู่ชั้นล่างได้สักพักก็เดินขึ้นไปที่ชั้นสอง กลิ่นอับชื้นลอยมาเตะจมูกพร้อมกับกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ
"อ่าว เฮ้ย อาจารย์ฉิมมาเว้ยพวกเรา" เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มซึ่งวันนี้ไม่ได้ไปเรียนเอ่ยขึ้น สรรพนามผมถูกเปลี่ยนไม่ซ้ำแต่ละวัน
"เออ ไอเชียะ กูพามาเองแหละ" เสียงไอตั้มเอ่ยขึ้น
"มาๆ มานั่งนี่มา" เสียงเรียกจากคนในกลุ่มดังขึ้นพร้อมเขยิบเปิดทางให้ผมเข้าไปนั่ง
ผมทักเพื่อนๆ ก่อนจะเดินแทรกเข้าไปนั่ง พวกมันกำลังตั้งวงเล่นไพ่กันอยู่อย่างสนุกสนาน ไพ่ที่พวกมันเล่นกันเรียกว่า ดัมมี่ ซึ่งดั้งเดิมน่าจะเรียกว่ารัมมี มากกว่าเพราะรู้สึกว่าเคยอ่านหนังสือเจอมา ผมเฝ้าเถียงกับพวกมันจนผมต้องยอมแพ้เพราะพวกมันใช้หมาหมู่รุมเถียงผม ผมเฝ้าดูพวกมันเล่นแล้วก็รู้สึกงงๆ เพราะไม่เคยเล่นมาก่อน เล่นไปเล่นมาเดี๋ยวก็ด่ากันไปด่ากันมา ศัพท์แปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ยินก็ปรากฎให้ฉงนสงสัยอยู่เรื่อยๆ เช่น ตีปี้ ปี้หัว อม ไอ้โต แล้วก็จะจบเกมส์ด้วยการตีโง่ ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายมากนัก กะไว้ว่าถ้ามีเวลาจะลองศึกษาดูอย่างจริงจังสักครั้ง
ห้องพักบนหอนี้แบ่งได้เป็นอีกหลายห้องชั้นที่สองมีอยู่ 2 ห้อง ชั้นสามยังมีอยู่อีกสองห้อง บนดาดฟ้ามีราวผ้าทำด้วยลวดขึงไว้อย่างลวกๆ เศษผ้าแห้งๆ เกาะอยู่บนลวดมองดูเหมือนเศษผ้าขี้ริ้วมากกว่าผ้าที่เอามาตากผึ่งแดดเอาไว้ ผมเดินสำรวจตามห้องต่างๆ พบกองหนังสือเรียนที่ถูกวางอย่างไม่สนใจแต่แผ่นซีดีเกมส์จะถูกจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้าของแต่ละคนแขวนปนเปกันไป ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเวลาแต่งตัวไปเรียนแต่ละทีหยิบเสื้อไม่สลับกันบ้างหรืออย่างไร
ห้องด้านหน้าชั้นสองที่ติดกับถนนเป็นห้องใหญ่ มีฟูกที่เป็นที่นอนอยู่สองที่ ด้านหน้ามีทีวีพร้อมเครื่องเล่นซีดีด้านล่าง กีต้าร์เก่าๆสองตัววางพิงอยู่ที่กำแพงใกล้ๆกับที่นอน
"เอ่า จารย์ฉิม แหม่มาเยี่ยมถึงที่นี่เลยนะ" เพื่อนเด็กใต้คนหนึ่งที่นั่งดูดบุหรี่อยู่ที่ชานด้านหน้าเอ่ยทักขึ้น
"อืม มาดูลาดเลา" ผมทักตอบ
" ..."
ต่อมาอีกหลายวันก็มีอีกหลายครั้งที่ผมได้ไปแวะเวียนเยี่ยมเยือนเพื่อนที่หอนี้ จนกลายเป็นแขกประจำไปโดยไม่รู้ตัว ได้เรียนรู้ถึงการเล่นไพ่ ได้รู้ว่าตีปี้ ตีโง่คืออะไร สมองของผมที่คิดคำนวณหรือจดจำได้เป็นอย่างดี แต่ก็มาเสียทีตอนเล่นไพ่เมื่อตีโง่ให้เพื่อน บางครั้งไพ่อยู่ในมือสี่ห้าใบ เพื่อนมันดันรู้หมดเลยว่าเรามีไพ่อะไรบ้างเพราะเราเก็บตัวที่มันทิ้งๆกันมา ส่วนเวลาเราจะไปจำไพ่ที่เพื่อนถือบ้างมันก็กลับกลายเป็นจำยากไปซะได้ กีต้าร์เก่าๆที่พิงข้างฝากลายเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกสนใจขึ้นมาเมื่อเห็นเพื่อนคนหนึ่งหยิบมาเล่นให้ฟัง เพื่อนที่มองเหมือนไม่โดดเด่นในเรื่องต่างๆแต่เรื่องดนตรีเก่งชะมัด ผมจึงให้เขาสอนเล่นสอนจับคอร์ดจนพอถูไถได้แต่ก็รู้สึกไม่คล่องนัก เลยหันมาสนใจหนังโป๊ที่เพื่อนยัดเยียดให้ผมดูด้วยความเต็มใจ เป็นหนังที่ลงทุนน้อยสุดไม่ว่าจะเป็นนักแสดง เสื้อผ้าหรือว่าสถานที่ แต่สามารถสะกดสายตาคนดูได้ตลอดทั้งเรื่องนับว่าช่างคุ้มค่าเสียจริงๆ สิ่งที่เรียนรู้ไม่ได้ในห้องเรียนสามารถหาเพิ่มเติมได้ทีนี่ อาจารย์สอนวิชาเพื่อการดำรงชีวิตแต่เพื่อนสอนการใช้ชีวิตที่จะอยู่ได้ในสังคม
ควันไฟจากแผ่นฟอยล์อลูเนียมที่เคยหุ้มอยู่กับซองบุหรี่ลอยเป็นเกลียวคละคลุ้งในห้อง เพื่อนผมต่างพากันใช้หลอดกาแฟที่ตัดครึ่งแย่งดูดกันอย่างเอร็ดอร่อย "ยาเสพติด" ผมคิดแต่เพียงว่าผมน่าจะเข้มแข็งพอที่จะขอลองสักครั้งแล้วก็ไม่ทำมันอีก แต่ก็ด้วยเพื่อนในกลุ่มนั้นเองที่ทักท้วง
"อย่าเลย จารย์ฉิม มันไม่ดีหรอก ให้พวกผมเลวแค่นี้ล่ะพอแล้ว อย่ามาลองเลย" เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่กำลังนั่งปั่นหลอดกาแฟรอดูดควันที่จะพวยพุ่งออกมาบนกระดาษฟอยล์ บอกกับผม
"เป็นคนดีน่ะดีแล้ว ฉิม ของไม่ดีผมไม่แนะนำหรอก" อีกคนในกลุ่มสำทับขึ้น
"กูอยากเลิกยังเลิกไม่ได้เลย" อีกหลายคนบ่นขึ้น ต่างก้มหน้าก้มตาเก็บเศษยาที่ตกพื้น หยิบใส่แผ่นฟอยล์
ผมไม่ได้ห้ามพวกเขา เพียงแต่พูดอย่างลอยๆ ไปว่า
"กูรู้ว่าพวกมึงเลิกได้"
หลายคนที่ในห้องเรียนเคยบอกว่าอย่าคบพวกมึงเพราะพวกมึงมันติดยา แต่ที่มึงห้ามกูในวันนี้ รู้สึกได้เลยว่าอย่างน้อยพวกมึงจะเลวไปบ้าง แต่มึงก็ยังรู้ว่ามึงเลวตรงไหน คนที่รู้ว่าตัวเองไม่ดีตรงไหนกูว่าเป็นคนดีแล้วล่ะ คนเลวที่ดี ให้ตายยังไงกูก็จะยังคบกับพวกมึงอยู่เหมือนเดิม
สายๆ วันหนึ่ง ผมและเพื่อนๆ นั่งรออาจารย์อยู่ที่หน้าห้องเรียนตึกไฟฟ้าที่ชั้นสาม แต่ละคนจับกลุ่มคุยกันเสียงดังลั่น
"เฮ้ย ไอฉิม กี่โมงแล้ววะ" ไอแก่ หัวหน้าห้องตะโกนถามผม
"อีกยี่สิบวิ" ผมตอบอย่างรู้ทัน
"เฮ้ย รวมเวลาเดินลงไปก็พอดีครบ 15 นาที พวกเราโดด!!" ไอแก่ ตะโกนสั่งเพื่อนๆ ทำหน้าที่หัวหน้าห้องที่มีภาวะผู้นำได้อย่างเต็มภาคภูมิ
"เฮ....." เสียงเพื่อนทั้งห้องส่งเสียงเหมือนนักรบพร้อมจะออกศึก ต่างคนต่างเก็บหนังสือและกระเป๋าสะพาย
ฮอนด้า โนวา อาเอส สีน้ำเงินถูกสตาร์ทเครื่องเสียงดัง ก่อนจะทะยานออกไปจากโรงรถของวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ผมขับออกไป วิ่งตามหลังรถของเพื่อนๆที่มุ่งหน้าออกไปก่อนหน้านั้น ความรู้สึกในตอนนี้ผมไม่ได้คิดว่าเป็นการโดดเรียนเลยซะทีเดียว เพราะแท้จริงแล้วผมกำลังมุ่งหน้าไปเรียนรู้ในสิ่งที่ผมยังไม่เคยได้รู้เลยต่างหาก....
(จบ)
ดีใจจังสอบเสร็จแล้ว