สองมือของผมเคล้าคลึงไปบนเนินเนื้อที่เนียนนุ่มของสาวน้อยที่นั่งอยู่บนตัก เส้นผมที่ระคอถูกปัดออกเผยให้เห็นถึงความขาวของผิวสาวที่ซ่อนไว้ จมูกของผมดอมดมไปตามข้างใบหูและต้นคอของสาวเจ้าที่หนีหลบอย่างเอียงอาย กลิ่นหอมจางๆของแป้งที่ปะไว้ทำให้เลือดในกายสูบฉีดอย่างปั่นป่วน ความเป็นชายถูกเสียดสีไปกับท่อนขาอุ่้นๆที่นั่งเบียดกันอยู่บนตัก ช่วยกระตุ้นอารมณ์ที่ร้อนรุ่มให้กระเจิงยิ่งขึ้น ที่ข้างกายผมมีเพื่อนที่อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก ต่างคนต่างสนใจในกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่สนใจใครที่เดินผ่านไปมา ด้านหน้าของผมเป็นโต๊ะตั้งพื้นขนาดเล็ก ที่บนโต๊ะเต็มไปด้วยสุรา โซดา น้ำแข็ง และกับแกล้ม วางอยู่เต็มไปหมด สุราในแก้วสีเหลืองทองถูกเติมไม่ให้พร่องอยู่เสมอด้วยมืออันเรียวงามของสาวๆ นุ่งน้อยห่มน้อยที่เดินแวะเวียนมาดูแลอยู่ไม่ขาด
สถานที่ที่นั่งอยู่นี้ ถ้าเรียกว่าเป็นสถานที่อโคจรก็คงไม่ผิดไปนัก แต่คนทั่วไปที่ผ่านไปมาจะรู้จักกันในคำว่าผับบ้าง เทคบ้าง รอบกายที่เต็มไปด้วยสาวนุ่งน้อยห่มน้อย และชายหนุ่มหน้าตากลัดมัน ต่างโยกย้ายสะโพกไปตามจังหวะเพลงอย่างเมามัน ลีลาการเต้นของกลุ่มสาวที่เร่าร้อนสะกดสายตาของหนุ่มหลายคู่ให้มองอย่างไม่วางตา ด้วยท่าทีที่พร้อมจะเป็นอาชญากรอย่างเต็มที่ ควันไฟจากบุหรี่หลายโต๊ะลอยม้วนเป็นเกลียวกระทบกับแสงไฟหลากสีที่เปิดไว้อย่างสลัวๆ เพื่อให้แต่ละคนได้ทำกิจอันเป็นส่่วนตัวที่ไม่อยากให้คนอื่นมองเห็นได้อย่างสะดวกนัก
โบว์ สาวน้อยหน้าตาดีดวงตากลมโตริมฝีปากบาง ผิวขาว เนื้อตัวอวบอิ่ม อายุของเธอไม่น่าจะผ่านเลยวัยมัธยมไปมากนัก เป็นเด็กสาวที่เลือกที่จะมาำทำงานในอาชีิพนี้ อาชีพที่ต้องปรนเปรอความเป็นสาวให้กับชายหลายหน้าหลายตาที่แวะเวียนมาหาความสุขกับเธอ ผมเองเป็นคนหนึ่งในอีกหลายๆคนที่ไ้ด้เข้าไปใกล้ชิดกับเธออยู่ช่วงหนึ่ง เพียงแต่ผมอาจจะต่างกับคนอื่นๆ ตรงที่ว่าความสุขของผมไม่ได้ตักตวงเอาจากเรือนร่างของเธอแต่เป็นประสบการณ์ชีวิตจากเธอที่เธอพร้อมที่จะถ่ายทอดออกมาให้ผมได้รับรู้และรับฟัง (แม้มือผมจะอยู่ไม่สุขไปบ้างก็ตาม) ผมไม่แน่ใจว่าโบว์มีความสุขบ้างหรือไม่กับการทำงานตรงนี้ และมีคนเคยให้ความสุขอย่างอื่นกับโบว์บ้างหรือไม่นอกจากความสุขจากเรือนร่างที่บางครั้งเธอก็ไม่ต้องการ
ตอนเจอโบว์ครั้งแรก โบว์เป็นคนที่เดินตรงเข้ามาทักทายผมด้วยอาจเป็นอาชีพและหน้าที่ที่โบว์ต้องทำ ขณะที่ผมเองก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ได้เข้ามาที่สถานที่อโคจรแห่งนี้ หลังจากที่ได้รู้จักกับผมแล้ว โอกาสหลังที่ผมได้ไปที่ร้านนั้นอีกครั้ง แม้โบว์จะอยู่กับแขกคนอื่น แต่ก็จะแอบหนีเดินมาหาผมและนั่งคุยอยู่กับผมจนหมดเวลาของร้านที่เปิดให้บริการ โบว์บอกกับผมว่าผมเป็นแขกคนแรกและคนเดียวที่โบว์ชอบที่จะคุยด้วยเพราะผมไม่ค่อยกล้าที่จะสัมผัสกับผู้หญิงสักเท่าไหร่ (ก็แน่นอนสิ ไม่เคยนี่นา) เรานั่งคุยกันจนเพื่อนๆผมแซวและิอิจฉายุให้เป็นแฟนกันจริงๆไปเลย เนื่องจากโบว์ติดอันดับเป็นดาวเด่นในร้าน และในการโชว์ต่างๆบนเวที การแสดงของโ่บว์ค่อนข้างที่จะเรียกเสียงปรบมือได้จากผู้ชมหลายคนที่นั่งชมอยู่ด้านล่าง โชว์ทั่วไปบนเวที ก็เช่น ให้ผู้หญิงแต่ละคนเดินออกมาหน้าเวที เหมือนนางแบบที่โชว์เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ แตกต่างกันก็ตรงที่แต่ละคนที่เดินออกมาจะไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆปกปิดกาย มีเพียงสองฝ่ามือที่คอยปกปิดของสงวนเืบื้องล่างจากสายตาของคนหลายคู่ี่ที่จับจ้องอยู่เบื้องล่างเวที โชว์อื่นๆของโบว์ก็เช่น การเล่นกับเทียน ร่างของโบว์ที่มีเพียงเสื้อชั้นในและกางเกงในตัวจิ๋ว เดินขึ้นเวทีไปด้วยความมาดมั่น ก่อนจะใช้ไฟแช็กที่เตรียมไว้ ไปจุดเทียนแท่งเล็กที่มัดรวมกันจนเป็นมัดใหญ่เต็มกำมือ ความร้อนจากเปลวเทียนทำให้โบว์ต้องเอนหน้าหลบเล็กน้อย เสียงเพลงที่ตื่นเต้นกระหน่ำรัวไปพร้อมๆกับท่วงท่าของโบว์ีที่เร่าร้อนและแท่งเทียนที่สะบัดไปมา น้ำตาเทียนแต่ละหยด ถูกสะบัดกระเด็นไปกระทบกับเรือนร่างอันบอบบางของเธอ ถึงเจ็บร้อนร่างกายผิวภายนอกแต่ก็ไร้ซึ่งเสียงเจ็บปวดที่จะเล็ดลอดออกมา กลับเป็นที่ถูกใจกับบรรดาผู้คนที่รับชมอยู่ด้านล่างเต็มไปหมด
หลังการโชว์ โบว์จะสวมเสื้อคลุมตัวบางเดินมาที่ผมและตรงเข้ามานั่งตักผมอย่างเดิม ผมนั่งแกะน้ำตาเทียนที่เกาะติดไปตามท่อนแขนและหน้าขาของเธอ เฝ้าคิดว่าทำไมเธอถึงต้องทนเจ็บถึงขนาดนี้ด้วย
"โบว์ไม่เจ็บเหรอ" ผมถามด้วยเสียงกระซิบเบาๆ
"เจ็บสิ แต่ทำไงได้ล่ะ" โบว์ตอบพร้อมหันมายิ้มเล็กๆให้ผม ดวงตาของโบว์ใสและกลมโต จนผมคิดไปว่าสามารถนั่งมองได้ทั้งวันจนไม่มีเบื่อ
"มันคุ้มเหรอโบว์" ผมถามต่อ
"คุ้มสิทำไมจะไม่คุ้มล่ะ" เสียงตอบจากอีกฝั่งของโต๊ะ ไม่ใช่เสียงโบว์แต่เป็นเพื่อนของโบว์นั่นเอง
"ัมันจะไปร้อนอะไร้ ทาแป้งโปะตัวไว้เยอะๆก่อนสิแล้วค่อยขึ้นไปโชว์" เสียงเื่พื่อนสาวอีกคนตะโกนขึ้น หน้าตาแดงเรื่อไปด้วยฤทธิ์สุราที่ไม่ยอมปล่อยวางไปจากมือ เรียกเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นจากรอบโต๊ะ
ผมหันไปมองหน้าโบว์อีกครั้งก่อนจะใช้จมูกหอมไปที่ข้างแก้มของโบว์จนแก้มบุ๋มไปตามแรงกด
"หลอกเหรอ.." ผมพูดพร้อมหันไปจูบแก้มโบว์อีกครั้ง ขณะที่โบว์หันมายิ้มทำหน้าเอียงอายที่ผมล่วงรู้ความลับ
เรากอดกันและหัวเราะไปกับเรื่องราวต่างๆ ที่เพื่อนแต่ละคนสรรหามาพูดคุยกัน บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยสุราและนารีข้างกาย
พี่ของเพื่อนที่ชวนโบว์มาทำงานเป็นเหมือนกับเจ้านายหรือเจ้านายของโบว์ที่คอยบอกว่าวันนี้จะต้องไปที่้ร้านอาหารไหน หรือว่าเทคหรือผับไหน เพราะโชว์จะถูกแสดงวนเวียนไปตามที่ต่างๆ เรื่อยๆ ในแต่ละคืนโบว์และเพื่อนๆ จะต้องหาเงินจากแขกให้ได้มากพอกับที่หัวหน้ากำหนดไว้ ซึ่งจะเรียกกันว่าพวงมาลัย พวงมาลัยที่ว่าหมายถึงแบงก์ยี่สิบ ที่โบว์และเพื่อนๆจะต้องคะยั้นคะยอขอแขกเพื่อนำไปจ่ายให้กับหัวหน้าของพวกเธอ หลังจากที่ครบแล้ว พวงมาลัยจากแขกที่เหลือ พวกเธอจะสามารถเก็บไว้เองสำหรับซื้อของใช้ต่างๆส่วนตัวได้ นอกจากนี้โบว์จะได้รับเงินเป็นรายสิบห้าวันเหมือนตามโรงงานต่างๆทั่วไป ซึ่งแต่ละคนก็จะได้มากน้อยแตกต่างกันไปตามอายุงานและการแสดงของตน ส่วนใหญ่แล้วโบว์จะไม่ค่อยมาขอพวงมาลัยกับผมนัก เพราะเธอไม่อยากให้ผมรู้สึกว่าเธอกำลังหลอกผมแต่สำหรับผมแล้ว ผมสามารถให้ได้ตามที่โบว์ต้องการ แบ้งก์ร้อยสองใบของผมแทนค่าพวงมาัลัยสิบพวงซึ่งเป็นเหมือนค่านายหน้าที่โบว์ต้องจ่ายหัวหน้าและผมมักจะให้กับเธอเป็นประจำ
เพื่อนๆของผมที่ไปด้วยกันมักจะโฆษณาสรรพคุณเกี่ยวกับตัวผมให้โบว์ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนที่ติดอันดับหนึ่งในห้องหรือว่ากิจกรรมอื่นๆที่ผมเรียกว่าธรรมดาแต่เพื่อนมักพากันเรียกว่า สะเหร่อ ทำให้เป็นที่ขบขันกับโบว์และเพื่อนๆที่ได้ฟังกันอยู่เสมอ โบว์เคยถามถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตผม ผมได้บอกไปหลายอย่างเนื่องจากในตอนนั้นก็ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอเหมือนกันว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตจะเป็นอะไรหรือจะทำอะไร เท่าที่จำได้ก็จะเป็นเรื่องของหนังสือ เพราะเป็นเรื่องที่ผมสนใจมากที่สุดในตอนนั้น
"พี่ฉิมชอบอ่านหนังสือเหรอ" โบว์ถามอย่างสนใจ
"ชอบสิ มันเพลินดี" ผมตอบพร้อมมองหน้าโบว์
"พี่ชอบอ่านแนวไหนเหรอ" โบว์ถามผม
"พี่ก็อ่านหมดแหละ การ์ตูนมั่ง หนังสือเรียนมั่ง" ผมตอบ
"หนังสือโป๊ด้วยเปล่า" โบว์แซวผมพร้อมกับทำตาหยอกเย้า
ผมยิ้มให้พร้อมกับทำท่าเตรียมกัดใบหูของโบว์จนเธอต้องหันหน้าหลบไปอีกทาง สองมือของผมล้วงไปข้างในชั้นผ้าอันบางเบาที่ห่อหุ้มร่างของโบว์ ผ่านหน้าท้องอันแบนราบเลยไปถึงความเป็นสาวที่ตึงมืออยู่ด้านบน ผิวขาวของท่อนขาที่ไร้สิ่งปกปิดทำให้อดใจไม่ได้ที่จะขยับมือไปสัมผัสอย่างแผ่วเบา โดยที่ไม่ีได้รับการขัดขืนใดๆ
"จริงๆโบว์ก็ชอบนะ ตอนเรียนหนังสือ โบว์สอบได้ที่สองที่สามประจำเลย" โบว์เล่าให้ผมฟังพร้อมสีหน้าที่นึกถึงวัยวันวานอย่างมีความสุข
"แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนั้นเงินไม่พอเรียน โบว์เลยต้องลาออก" คราวนี้โบว์พูดพร้อมกับทำหน้าเศร้า
"จริงๆแล้วพี่ก็ชอบเขียนหนังสือเหมือนกันนะ" ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อให้โบว์สบายใจขึ้น
"เหรอ พี่เขียนเรื่องของโบว์มั่งได้หรือเปล่า" โบว์ถามสีหน้าจริงจัง
"ไม่รู้สิ แต่ก็น่าจะได้นะ" ผมตอบ
"เขียนเสร็จแล้ว เอามาให้โบว์อ่านมั่งนะ" โบว์พูดขึ้นพร้อมทำหน้าดีใจ หันมาหอมแก้มผม ก่อนจะก้มลงไปเติมน้ำและโซดาในแก้วเหล้าที่พร่องไป
โบว์เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับชีวิตของโบว์ก่อนที่จะได้มาทำงานตรงจุดนี้ โบว์เป็นเด็กผู้หญิงชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ได้เรียนหนังสือในระดับที่ไม่สูงมากนัก พ่อแม่ของโบว์ทะเลาะกันและแยกกันตั้งแต่โบว์ยังเด็ก และโบว์เองก็จำไม่ได้แล้วเช่นกันว่าหน้าตาพ่อกับแม่เป็นอย่างไร โบว์พักอาศัยอยู่กับญาติี่ที่ไม่พร้อมจะต้อนรับเธอสักเท่าไหร่ทำให้ต้องระเห็จระเหินออกเดินทางไปอย่างเรื่อยเปื่อยและไร้จุดหมาย ทุกครั้งที่พูดเกี่ยวกับเรื่่องครอบครัวของโบว์ โบว์จะได้แต่นั่งเงียบก้มหน้าเงียบนิ่งจนผมรู้สึกได้เองว่าคงมีบางเรื่องที่โบว์ไม่อยากเล่าและอยากลบมันออกไปจากความทรงจำของเธอ โบว์ได้มาเจอกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีปัญหาเหมือนๆกัน ปัจจุบันก็ทำงานอยู่ด้วยกัน เพื่อนของโบว์รู้จักกับพี่คนหนึ่งที่ทำอาชีพนี้จึงได้ชักชวนโบว์เข้ามาทำงานด้วย ตอนแรกๆ โบว์รู้สึกรังเกียจตัวเองที่ได้มาทำอาชีพนี้ แต่ด้วยค่าตอบแทนที่มากตามมาจึงทำให้โบว์ยอมที่จะทำมันต่อไป งานของโบว์เป็นงานกลางคืนส่วนกลางวันจะนอนหลับไหล โบว์เล่าว่าแรกๆจะไม่ค่อยชิน นอนไม่หลับหลายวันจนเพลียหลับไปเอง จนในปัจจุบันก็ชินไปเสียแล้ว โบว์บอกว่าโบว์ไม่ใช่ผู้หญิงขายบริการแต่โบว์ขายความสุข ขึ้นอยู่กับว่าคนจะมาซื้อความสุขกับโบว์ในลักษณะใด
"หรือพี่ฉิมจะไปนอนกับโบว์ก็ได้นะ" โบว์พูดกับผมครั้งหนึ่งตอนที่เรานั่งอยู่ด้วยกันสองคน ขณะที่เพื่อนๆผมพากันไปดิ้นอยู่กับสาวๆที่หน้าเวที
"ไม่ดีมั้ง" ผมปฏิเสธไปเนื่องจากยังไม่อยากแสดงความอ่อนเชิงทางกามให้เธอได้เห็น แต่ก็วาดฝันถึงการได้นอนเคียงข้างอยู่กับเธอในห้องแคบอย่างเงียบๆ นึกในใจเพียงว่าอย่าชวนเป็นครั้งที่สองเพราะคำตอบที่ได้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ความสนิทสนมของเราก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนบางครั้งผมก็อยากจะให้เธอเลิกอาชีพนี้ และพร้อมที่จะตั้งใจคบหากับเธออย่างจริงจัง
"อย่าเลยพี่ฉิม โบว์ไม่เหมาะกับพี่หรอก" เป็นคำตอบสั้นๆคำเดียวของโบว์ ที่ทำให้หัวใจและความตั้งใจของผมหายไปในพริบตา
"พี่ฉิมต้องเจอคนที่ดีกว่าโบว์แน่ๆ สักวันหนึ่ง" โบว์ตอบพร้อมกับหันมามองหน้าผม
".." ไม่มีคำพูดจากผมนอกจากการประืทับริมฝีปากของสองเราที่เชื่อมสัมพันธ์ไว้ด้วยกัน
อย่างน้อยที่สุดผมเองก็ได้คิดว่าสิ่งนี้คงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่รักเรา เขาจะสามารถทำให้เราได้ดีที่สุด
"อนาคตของโบว์มันไม่แน่นอน" เสียงรำพึงจากปากโบว์พูดออกมาเบาๆ
"ทำไมโบว์ไม่ทำงานที่โรงงานทั่วไปล่ะ" ผมถามโบว์เพราะเห็นว่าโบว์น่าจะมีทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้
"ไม่หรอกพี่ฉิม เงินมันน้อย" โบว์ตอบขึ้นมาทันทีเหมือนกับเคยตอบคำถามนี้ให้กับใครมาแล้วหลายคน
ผมไม่ได้ถามต่อ แต่อย่างน้อยก็ได้พูดคำพูดหนึ่งที่อยากให้โบว์ได้ยิน
"พี่ว่า.. โบว์ไม่เหมาะที่จะำทำงานตรงนี้.." ผมพูดขึ้นมาด้วยความจริงใจ
หลังพูดจบเราทั้งคู่ได้แต่นั่งเงียบและกอดกันอยู่ท่ามกลางความสลัวของแสงไฟในห้องแคบ
ทุกครั้งที่นั่งรถเมล์ผ่านร้านอาหารคราวใด ก็จะชวนให้คิดถึงโบว์ สาวน้อยที่เคยนั่งดื่มคลอเคลียเป็นเพื่อนกับผม บางทีตอนนี้เธออาจจะคลอเคลียอยู่กับหนุ่มอื่น ที่เข้ามาที่ร้านเพื่อที่จะบรรเทาความเหงาหรือจุดมุ่งหมายอื่นๆ และบางครั้งเธอก็อาจจะลืมผม คนที่เคยผ่านเข้าไปในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตของเธอ แล้วก็เป็นได้
เรื่องราวชีวิตของโบว์เป็นสิ่งสะท้อนสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โลกอีกด้านที่อยู่ใกล้กันในระหว่างช่วงเวลาของกลางวันและกลางคืน ประสบการณ์ของโบว์ทำให้ผมได้รับรู้ถึงความจริงในโลกอีกด้านที่ผมไม่เคยได้มาสัมผัสว่ายังมีชีวิตอีกหลายชีวิต ที่โลดแล่นไปตามจังหวะการใช้ชีิวิตและมีความสุขกับมันอยู่ในอีกมุมหนึ่ง
"พี่ฉิมเขียนเรื่องของโบว์ออกหนังสือบ้างนะ" เสียงหวานใสของโบว์พูดอยู่ใกล้ๆหูของผม
"อืม ถ้ามีโอกาสนะ" ผมตอบอย่างมุ่งมั่ง
อย่างน้อยในตอนนี้ผมก็ได้ทำให้กับเธอแล้ว แม้ว่าเธอจะยังไม่มีโอกาสได้อ่านมันก็ตาม..
ขออภัยเนื้อหาไม่เหมาะกับบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
และขออภัยที่ให้อ่านจนจบแล้วจึงบอก ขอบคุณครับ..
ปล. คิดถึงโบว์ว่ะ ไม่น่าเีขียนเลย.....๑(T_T)๑
)