แสงแดดที่แผดแสงในช่วงเดือนเมษา ทำเอาตัวเราร้อนระอุอยู่ตลอดเวลา อาศัยเพียงลมที่พัดพามาจากไร่อ้อยทางทิศใต้ก็ช่วยได้ไม่มากนัก รังแต่จะนำเอาความร้อนของเปลวแดดเข้ามาทำให้ผิวระคายอีกไม่น้อย จะอาศัยก้อนเมฆด้านบนให้ช่วยบดบังแสงแดดที่ส่องลงมายังพื้นล่าง ก็เห็นแต่ต่างปลิวหลีกหนีพ้นทางจากดวงอาทิตย์เหมือนไม่อยากจะต่อกรด้วย แม่กับแม่คุณของผมนอนพักกลางวันอยู่บนแคร่ไม้นอกบ้าน น้ำแข็งที่อยู่ในกระติกน้ำละลายกลายเป็นน้ำไปจนหมดพี่เจี๊ยบพี่ชายของผมจัดแจงถอดเสื้อเอาน้ำประพรมตัวและใช้พัดไม้ไผ่อันเล็กช่วยโบกพัดลมเบาๆ เข้าหาตัวเพื่อประทังให้คลายร้อน
เด็กๆ อย่างเราถึงแม้จะไม่ค่อยสนใจไปกับความร้อนระอุมากนัก แต่ในตอนนี้ก็ได้แต่พากันหากิจกรรมเล่นกันในร่มเป็นส่วนใหญ่แทนที่จะออกไปวิ่งเล่นอย่างที่เคยๆทำกัน
"ทำไมมันร้อนอย่างนี้วะ" ไอเอกเอ่ยขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อทั้งๆที่นั่งเล่นกันอยู่ในร่ม
"ข้าว่าไปโดดน้ำคลองกันดีกว่าว่ะ" ผมพูดขึ้นมา ใช้แขนเสื้อซับเหงื่อที่ใบหน้าด้วยสภาพที่ไม่ต่างกัน
"งั้นเดี๋ยวข้าไปดูสวิงที่โรงก่อนว่ะ เผื่อจะได้หาปลาด้วย" ไอเอ๋พูดขึ้นมาบ้าง พร้อมกับวิ่งอ้าวไปที่โรงเรือนไม้หลังคาสังกะสีที่หน้าบ้านของมัน ซึ่งถูกใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆของบ้านไอเอ๋แยกออกมาอีกหลังหนึ่ง
ทุกครั้งที่จะไปเล่นน้ำ เรามักจะหาข้ออ้างให้กับผู้ใหญ่ได้อยู่เสมอ ด้วยการบอกว่าจะไปหาปลาหรือไม่ก็บอกว่าจะไปเก็บผักบุ้ง ไม่งั้นก็คงจะไม่ได้ออกไปเล่นกันง่ายๆ ดังนั้นสวิงและเบ็ดตกปลาจึงเป็นอุปกรณ์ที่เรามักจะเอาติดตัวไปด้วยเสมอเวลาจะไปเล่นน้ำ ซึ่งบางครั้งพวกมันก็ได้แต่มองดูพวกเราเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน โดยที่มันไม่ได้สัมผัสกับผิวน้ำเลยแม้สักนิดเดียว
ผมเองก็ไปค้นหาสวิงงมปลาที่ไม่ใช้งานมานานแล้วที่ใต้ถุนบ้าน จากนั้นเมื่อของครบเราก็ออกเดินทางไปยังคลองในไร่ โดยจุดประสงค์หลักของเราก็คือ การดับร้อน นั่นเอง
สายน้ำสีเขียวใสที่อยู่เบื้องหน้าเรา ไหวกระเพื่อมไปด้วยแรงลมที่พัดไปบนผิวน้ำ สะท้อนให้เห็นเป็นประกายสีมรกตตัดกับแสงแดดระยิบระยับ แมลงปอตัวเล็กเกาะปลายกิ่งไผ่ที่ตายซากอยู่ในน้ำนิ่งไม่ไหวติง มองเห็นเขียดตัวเล็กๆ ซุกซ่อนตัวอยู่ตรงหญ้าคาที่ปริ่มน้ำ หวอดของปลาที่พ่นไว้จนเป็นฟองแถวๆชายหญ้าคาริมน้ำบอกถึงความสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตที่ได้อาศัยอยู่ภายใต้ผิวน้ำนี้ บรรยากาศรอบตัวร่มไปด้วยต้นมะพร้าวและต้นมะม่วงต้นใหญ่
ผมกับเพื่อนๆไม่รอช้า เมื่อมาถึงที่ได้ยังไม่ทันได้พัก เสื้อ กางเกงและกางเกงในก็ถูกสลัดออกอย่างรวดเร็วทิ้งไว้ที่ใต้ต้นกล้วยริมคลอง ก่อนจะพากันกระโดดลงมาจากคันคลองไปยังผืนน้ำ เสียงน้ำดังกระจายพร้อมกับเสียงหัวเราะดังไปทั่วลำคลอง ตามมาด้วยเสียงกระโดดอีกหลายที
สายน้ำสีน้ำตาลขุ่นไหวกระเพื่อมอยู่ตรงหน้าเรา ลมจากชายคลองพัดมาปะทะผิวกายคลายความร้อนให้หายไปได้อย่างชะงัก แสงแดดที่ลอยผ่านต้นมะม่วงต้นใหญ่สะท้อนผิวน้ำสีโอวัลตินตัดกับแสงเป็นประกายระยิบระยับ แมลงปอที่เกาะบนปลายกิ่งไม้ไผ่บินหนีหายไปนานแล้วพร้อมๆกับเจ้าเขียดตัวน้อยที่คงตกใจหาที่ซุกซ่อนตัวแห่งใหม่ ที่ริมคลองตรงต้นหญ้าคาหวอดของปลาที่ก่อไว้วางไข่กระจายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานแล้ว เราจึงเริ่มเอาสวิงที่ติดตัวมา กวาดลงไปในน้ำเพื่อหาปลาหรืออะไรก็ตามแต่ที่จะติดมากับมัน สักพักใหญ่เมื่อรู้สึกว่าหาไม่ได้ จึงพากันเดินไปเก็บยอดผักบุ้งที่กำลังชูช่อทั้งในน้ำและบนบก ก่อนจะพากันเดินกลับเข้าบ้าน ระหว่างทางพลันสายตาผมก็ไปพบกับเจ้าสัตว์ชนิดหนึ่งอยู่ตรงริมคลอง
"ปูนี่หว่า" ผมตะโกนบอกกับไอเอ๋และไอเอกเสียงดัง ทั้งๆที่ยืนกันอยู่ใกล้ๆ
"ไหนวะๆๆ" ไอเอกกับไอเอ๋พูดขึ้นมาเกือบจะพร้อมกันพร้อมกับมองไปยังมือผมที่ชี้ไปที่ริมคลอง
พวกเราเอาก้อนดินปาไปใกล้ๆกับตัวปู เห็นมันไม่กระดุกกระดิกจึงรู้ว่ามันได้ตายไปแล้ว แต่ด้วยขนาดก้ามของมันที่ใหญ่โต ผมจึงพยายามเขี่ยมันเข้ามาใกล้ๆฝั่ง ก่อนจะหักเอาก้ามปูนั้นกลับบ้าน ไอเอกกับไอเอ๋พากันสงสัยว่าจะเอาไปทำอะไร ผมได้แต่อมยิ้มบอกแต่เพียงว่าจะเอาไปดูเล่น ทั้งๆที่ในใจคิดไว้อยู่แล้วว่าจะเอาไปทำกระดิ่ง ซึ่งเคยเห็นมาจากบ้านของปู่ กระดิ่งที่มีเสียงดังแปลกๆ กระดิ่งอันเล็กสีแดงอมม่วง กระดิ่งจากก้ามปู
หลังกลับมาถึงบ้าน ผมจึงเอาผักบุ้งที่หามา ไปใส่ไว้ในกระป๋องแช่น้ำไว้สำหรับทำผัดผักบุ้งกินในตอนเย็น ส่วนก้ามปู ผมเอามาล้างเอาเศษขี้ดินออก ก่อนจะหักเอาก้ามที่ขยับได้เหมือนกับเป็นนิ้วของปูที่ใช้สำหรับหนีบ หักเอาออกมากลายเป็นก้ามปูสองส่วน ส่วนแรกก็จะเป็นอันกลวงๆ ใหญ่ๆเราจะทำเป็นตัวกระดิ่ง ส่วนอันที่สองที่หักออกมาเราจะเอามาทำเป็นลูกกระดิ่งที่อยู่ในตัวกระดิ่งนั่นเอง
อุปกรณ์ที่ต้องหาเพิ่มเติมก็เป็นใบตาลที่ตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแผ่นไม่ใหญ่มากนัก เพื่อเอามาทำเป็นใบที่โต้กับลมเพื่อให้กระดิ่งสั่นไหว อันดับต่อมาก็เป็นเชือกด้ายไว้สำหรับร้อยตัวลูกกระดิ่งเข้ากับตัวกระดิ่งเพื่อผูกยึดเข้าด้วยกัน หลังจากได้ของมาเสร็จก็เริ่มทำกันได้เลย
เริ่มจากเอาก้ามปูส่วนที่สองคืออันเล็กๆ มาตัดปลายออกให้ทะลุถึงกัน จากนั้นร้อยด้ายโดยใช้ไม้คั่นไว้ด้านในของก้ามปู เมื่อเสร็จแล้วเอาด้ายเส้นเดิมร้อยผ่านเข้าไปในตัวกระดิ่ง โดยผูกด้ายให้ยึดกับก้ามปูส่วนที่หนึ่ง ซึ่งก้ามปูจะมีรูให้คล้องอยู่พอดี กะให้ปลายของก้ามปูส่วนที่สองกระทบกับโครงของส่วนที่หนึ่งเล็กน้อย ส่วนนี้จะทำให้เกิดเสียงดังออกมา ซึ่งเสียงจะดังเพราะหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของก้ามปูและส่วนที่กระทบกันนี่เอง เมื่อทำกระดิ่งเสร็จแล้ว ด้ายด้านบนที่เหลือก็เอาไปผูกเข้ากับใบตาลที่เราได้ตัดเอาไว้ (ถ้าไม่มีก็ใช้กระดาษแทนก็ได้) ปลายด้านบนของใบตาลเราก็เอาด้ายอีกเส้นหนึ่งมาผูกสำหรับนำไปแขวน ทดสอบโดยลองเป่าลมให้ใบตาลสั่น กระดิ่งก็จะสั่นตามพร้อมกับเสียงดังจากก้ามปูที่กระทบกัน เท่านี้ก็จะเป็นอันเสร็จสิ้นการทำกระดิ่งก้ามปู
ผมทิ้งตัวลงนอนไปบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะขามเทศ หันไปเห็นแม่กับแม่คุณกำลังนั่งพักอยู่ไม่ห่างหลังจากถางหญ้าสุมไว้เป็นกองใหญ่ พี่เจี๊ยบนอนถอดเสื้ออยู่บนแคร่ไม้ใต้ชายคา บนกิ่งเล็กๆของต้นมะขามเทศมีกระดิ่งก้ามปูสีแดงแกมม่วงถูกผูกแขวนไว้สีของมันโดดเด่นตัดกับใบไม้สีเขียวและท้องฟ้าสีครามด้านบน เสียงที่แกว่งไกวกระทบกันของก้ามปู ทำให้รู้สึกเหมือนมีลมเบาๆ พัดมาอย่างเอื่อยๆ มันอาจเป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นเองในใจ แต่เสียงของมันก็ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า อากาศรอบตัวในตอนนี้มันกำลังรู้สึกเย็นขึ้นจริงๆ ....
ว่ากระดิ่งก้ามปูจะมีจริง