ด้วยความที่เป็นเด็กรักการอ่าน ทำให้ผมค้นพบอะไรดีๆจากการอ่านอยู่เสมอ ถุงห่อกล้วยทอดที่ปลิวอยู่ริมถนนผมยังเอามานั่งแกะออกมาเป็นแผ่นพร้อมกับไล่อ่านตัวอักษรที่พิมพ์อยู่บนนั้นด้วยความใคร่รู้ ความรู้จากถุงกล้วยแขกทำให้ทราบอะไรต่างๆ มากมาย บางครั้งเจอข้อสอบของรุ่นพี่ปอหก ผมก็จะเอามานั่งทำกับไอเอ๋เป็นที่สนุก บางข้อทำได้ก็จะภูมิใจ บางข้อที่ยากๆ ก็จำเอาไว้ประดับสมอง เสร็จจากการอ่านก็ขยำรวมเอาไว้เป็นเชื้อไฟ เวลาก่อเตาถ่าน ถือว่าเป็นการประหยัดใช้ได้อย่างคุ้มค่า
หนังสือที่ได้อ่าน ส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้ซื้อหากันเพราะด้วยความที่เป็นเด็กยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง จะได้อ่านก็จากหนังสือของพี่ๆ หรือไม่ก็ที่เขาทิ้งๆ เอาไว้ตามถังขยะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือการ์ตูนแต่สำหรับผมแล้วผมมักจะชอบหนังสือพระของพี่ชาย ที่มักจะซื้อมาดูบ่อยๆ ในนั้นนอกจากจะมีภาพพระและราคาเช่าบูชาแล้ว ยังมีเรื่องราววัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ที่น่าเลื่อมใสอยู่หลายเรื่อง บางเรื่องออกแนวผจญภัย บางเรื่องก็เหนือธรรมชาติ และก็บางเรื่องเราก็สามารถเอามาปฏิบัติได้จนเห็นผล
{-- สามเณรน้อยวิ่งกลับมาหาหลวงตาที่กุฏิ พร้อมกับชูก้านธูปสีแดงที่มีมือตำลึงพันวนรอบมาให้หลวงตาอย่างดีใจ
"ศิษย์พระตถาคต ควรสำรวมกิริยา"หลวงตาทำหน้าดุใส่ พร้อมกับสอนสามเณร หลังเห็นสามเณรวิ่งมาที่กุฎิ
"ครับผม" สามเณรน้อมรับคำก่อนที่จะค่อยๆก้าวเดินขึ้นมาบนกุฏิ
มือตำลึงสีเขียวพันเป็นเกลียวกับก้านธูปถูกยื่นให้กับหลวงตา หลวงตายิ้มรับก่อนจะจับมาพิจารณา แล้วพูดออกมาเพียงคำสั้นๆ แต่ทำให้สามเณรน้อยถึงกับอดอมยิ้มด้วยความภูมิใจมิได้
"อืม..ดี"
ก่อนหน้านี้สามเณรน้อยเป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อแม่จึงต้องนำมาฝากไว้กับหลวงตาที่วัดให้ท่านช่วยสั่งสอนและอบรม เมื่อโตขึ้นหลวงตาจึงให้บรรพชาให้เป็นสามเณรเพื่อศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัด สามเณรใฝ่เรียนรู้จนอ่านเขียนบาลีได้แตกฉาน เป็นที่ปลื้มใจกับหลวงตาเป็นยิ่งนัก สามเณรน้อยชอบเรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหารหรือเรื่องเหนือธรรมชาติที่ได้จากการท่องคาถา จึงทำให้สนใจศึกษาด้วยตนเองตามตำราที่หาได้ในวัดและทราบว่าหลวงตาเป็นพระอาจารย์ที่มีความรู้ทางด้านนี้เพียงแต่ท่านมักจะไม่โอ้อวดหรือแสดงออกเท่านั้นเอง
สามเณรน้อยได้เพียรขอเป็นศิษย์เรียนวิชาคาถาจากหลวงตาอยู่หลายเดือน หลวงตาก็ไม่ยอมรับสักที หลายเดือนผ่านไปหลวงตาเห็นความพากเพียรและขยันจึงคิดจะถ่ายทอดสรรพวิชาให้กับศิษย์ จึงได้ให้เด็กวัดไปเรียกตัวเพื่อมาพูดคุย
"ไสยเวทย์มีทั้งด้านบวกและด้านลบ มีทั้งดำและขาว มีทั้งคุณและโทษ ธาตุเจ้าเป็นธาตุร้อน ข้าจะไม่สอนให้เรียนผูก เพียงเจ้ามีวิชาแก้ ใครเดือดร้อนจะได้มาพึ่งเจ้าได้" หลวงตาพูดด้วยเสียงเรียบแต่เณรน้อยกลับได้รับกระแสเย็นจากเสียงนั้นเข้าไปถึงหัวใจ
หลวงตาหันไปด้านหลังหยิบก้านธูปในกระถางธูปด้านหลัง ก่อนจะยื่นให้กับสามเณรน้อย
"เจ้าเอาก้านธูปนี้ไป พร้อมกับไปหาเถาตำลึง แหย่ก้านธูปไปที่มือตำลึง ภาวนาพระคาถา "นะ มะ อะ อุ" ท่องไปจนกระทั่งมือตำลึงพันรอบก้านธูปสามรอบ ข้าจึงจะรับเจ้าเป็นศิษย์"
"ครับผม" สามเณรน้อยรับก้านธูปจากหลวงตา นึกคำภาวนาสี่ตัวที่ต้องท่องให้มือตำลึงพันก้านธูป ก่อนจะเดินออกไปยังรั้วกุฏิหาเถาตำลึงที่พันอยู่ริมรั้ว........--}
"มันจะได้จริงหรือวะ" ไอเอ๋ถามผมขึ้นมา ขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านต่อไป
"ข้าก็ไม่รู้ว่ะ แต่คาถาแค่สี่ตัวเองนะเว้ย" ผมบอกไอเอ๋
{-- "อานุภาพของพระคาถา ... คาถานี้เป็นคาถาเย็นหรือคาถาทางด้านเมตตา ... พระธุดงค์รูปหนึ่งได้ไปนั่งปักกลดอยู่ใกล้กับกอตำลึงนั่งภาวนาพระคาถานี้อยู่จนรุ่งเช้า ก่อนจะลุกขึ้นมาจากกลดก็เห็นท้องฟ้ามืดมัวจากด้านในกลดชวนให้สงสัย เมื่อออกมาจึงพบว่าแท้จริงเป็นต้นตำลึงที่ขึ้นไปเลื้อยพันปกคลุมกลดอยู่เต็มไปหมด." --}
"โอ้โห ขนาดนั้นเลยเหรอวะ" ไอเอ๋ทำปากห่อตาโต พูดขึ้นอย่างสงสัย
"ข้าก็ไม่รู้ว่ะ แต่ก็น่าลองไม่ใช่เหรอวะ" ผมบอกไอเอ๋
"ที่บ้านข้ามีก้านธูป อยู่ที่ศาลพระภูมิ" ไอเอ๋พูดขึ้นพร้อมกับชวนผม ผมพยักหน้าแทนคำตอบ เก็บหนังสือเข้าที่ก่อนจะวิ่งตามหลังไอเอ๋ไปที่บ้านของมัน
เมื่อไปถึงศาลพระภูมิ ไอเอ๋ยกมือไหว้ท่วมหัวก่อนจะปีนไปบนฐานของศาลพระภูมิ ที่ทำมาจากคอนกรีตโค้งเป็นวงกลมมันเอื้อมมือไปหยิบก้านธูปมาสองอันแบ่งกับผมคนละอัน จากนั้นเราจึงเดินพร้อมกันไปยังริมรั้วเดินหาต้นตำลึงที่มักจะขึ้นมาให้เห็นอยู่เสมอๆ
"นั่นไง เจอแล้วๆ" ไอเอ๋ชี้นิ้วไปยังพุ่มไม้ริมรั้วหน้าบ้าน ก่อนที่จะพากันวิ่งไป
"เอ็งลองก่อนสิ" ไอเอ๋ชวนให้ผมเริ่ม
ผมนึกทวนคาถาสี่ตัว ก่อนที่จะเอาก้านธูปแหย่ไปที่มือตำลึง ลักษณะของมือตำลึงจะเป็นก้านอ่อนๆ ของต้นตำลึงคล้ายกับหนวดแมว มีสีเขียวอ่อนซึ่งมันจะใช้เกาะยึดไปกับกิ่งไม้ต่างๆ เพื่อที่จะไต่พายอดไปหาแสงแดดเลี้ยงลำต้นของตนเอง ลักษณะที่เลื้อยเกาะไปกับกิ่งไม้คล้ายกับมือของคน คนทั่วไปจึงพากันเรียกว่า มือตำลึง นั่นเอง
ผมรวบรวมสมาธิ ก่อนจะเริ่มภาวนาพระคาถาสี่ตัวอย่างใจจดใจจ่อ "นะ มะ อะ อุ" มือผมถือก้านธูปแตะนิ่งสัมผัสกับมือตำลึง ไม่นานนักก็มีปฏิกิริยาจากมือตำลึง มันค่อยๆ ม้วนตัวอย่างช้าๆ โค้งลงมาอ้อมไปกับก้านธูป ผมเรียกให้ไอเอ๋ดูอย่างตื่นเต้น พร้อมกับภาวนาต่อไป
มือตำลึงยังคงโค้งรัดไปกับก้านธูปอย่างหลวมๆ ไอเอ๋เห็นจึงมองอย่างสนใจก่อนจะวิ่งไปทดสอบด้วยตัวเองอยู่อีกมุมหนึ่ง ผมท่องไปอีกสักพัก รู้สึกว่ามันม้วนไปได้สองรอบแล้วก็ไม่ขยับไปไหนอีก จึงเด็ดมันออกมา มือของตำลึงม้วนไปกับก้านธูปหลวมๆ ผมรีบเอาไปอวดกับไอเอ๋ที่กำลังจดจ่อไปกับคาถาและมือตำลึงอยู่ตรงหน้า
เฝ้ามองไอเอ๋อยู่ไม่นานนัก ก็เห็นมือตำลึงของไอเอ๋ม้วนพันไปกับก้านธูปเหมือนกันกับของผม เราสองคนแปลกใจกับสิ่งมหัศจรรย์นี้มาก จึงพากันเดินหาตำลึงเล่นกันอีกหลายอัน บางอันไอเอ๋เอาก้านธูปไปวางไว้เหมือนจะทดสอบว่าถ้าเราไม่ท่องคาถา ตำลึงจะม้วนลงมาพันก้านธูปหรือไม่ ก็ปรากฏว่ามือตำลึงยังคงนิ่งสงบไม่มีทีท่า ที่จะลงมาม้วนไปกับก้านธูปแต่อย่างใด
ผ่านไปอีกหลายวัน
{--- "เช้าวันนี้หลวงตามีกิจนิมนต์ไปทำบุญขึ้นบ้านใหม่ให้กับทิดใหญ่ ที่บ้านนานอก จึงใช้ให้เณรน้อยคอยเฝ้ากุฏิ เณรน้อยรับคำพร้อมกับเฝ้าดูอยู่ไม่ห่าง ขณะที่จะเดินลงมาจากกุฏิจึงได้ล็อคกุญแจไว้อย่างเรียบร้อย ตอนจะเข้าไปอีกครั้งจึงนึกขึ้นได้
"ลืมลูกกุญแจ"
เณรน้อยรีบแจ้นไปหาเด็กวัด ก่อนที่จะบอกว่าตัวเองลืมกุญแจไว้ด้านในกุฎิของหลวงตา แล้วดันเผลอล็อคแม่กุญแจไปเรียบร้อยแล้ว
"ทำไงดีจ้อย" เณรน้อยถามเด็กวัด
"เดี๋ยวผมไปหาชะแลงมางัดละกันนะครับเณร" ไอจ้อย เด็กวัดบอกพร้อมกับหันหลังเตรียมจะวิ่งไปหาชะแลง แต่ก็ต้องผงะหลังเมื่อหันไปเจอกับผ้าเหลืองของหลวงตาที่เห็นอยู่ไม่ไกลนัก
"เณรครับ หลวงตามาแล้วครับ" ไอจ้อยกระซิบบอกเณร
".." ไม่มีคำตอบจากปากเณร นอกจากเสียงถอนหายใจ ทำใจเตรียมรับคำสอนเผ็ดๆจากหลวงตาอีกวาระหนึ่ง
"เกิดอะไรขึ้นล่ะ" หลวงตาถามเณรน้อยเมื่อเดินมาถึงหน้ากุฏิ
"ผมลืมลูกกุญแจไว้ในกุฏิครับ หลวงตา" เณรน้อยก้มหน้าบอกเสียงอ่อย
"เอ่า แล้วทำไมไม่รีบไปหาชะแลงมางัดล่ะ" หลวงตาพูดเสียงเรียบ ไม่มีท่าทีที่ไม่พอใจแต่อย่างไร
เณรน้อยเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจที่ไม่โดนเทศน์กัณฑ์เล็ก พร้อมกับชวนไอจ้อยไปหาชะแลงที่อยู่ข้างโรงครัวท้ายวัด
ไม่นานนักก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่กุฏิ แต่ก็ต้องพบว่า หลวงตากำลังนั่งฉันน้ำชาอยู่ในกุฏิอย่างสบายใจ
"เอ่า หลวงตาเข้าไปได้ยังไงครับ" ไอจ้อยถามเสียงดัง
"ก็พวกเอ็งมันช้านี่หว่า หลวงตาก็เลยเข้ามาก่อน" หลวงตาว่าพลางหัวเราะ
"เอ่า ก็กุญแจมันล็อคอยู่ไม่ใช่เหรอครับหลวงตา" ไอจ้อยถามต่อ ตามองไปยังแม่กุญแจที่ถูกปลดออกเรียบร้อยแล้ว
"อืม ตอนหลวงตาจับมันก็อ่อนปวกเปียกหลุดออกมาเองน่ะ"หลวงตาพูดขึ้นโดยไม่สนใจ ขณะที่เจ้าจ้อยกับเณรน้อยยังยืนงงกันอยู่ที่ประตู
"หรือว่าหลวงตามีลูกกุญแจอีกลูกครับ" ไอจ้อยยังไม่หายสงสัย
"ก็มีลูกเดียวที่ลืมไว้นี่แหละ" หลวงตาพูดต่อ
"เอาชะแลงไปเก็บได้แล้วไปเจ้าจ้อย" หลวงตาพูดตัดบท พร้อมกับนั่งจิบชาทำเป็นไม่สนใจ
เณรน้อยคลานเข่าเข้าไปหาหลวงตา ก่อนจะก้มกราบไปที่พื้น หลวงตายิ้มให้พร้อมกับล้วงมือลงไปในย่ามหยิบเอากระดาษและปากกาขึ้นมา เขียนขยุกขยิกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้กับเณรน้อย
"อืมนี่เณร เอาไปหัดท่องไว้ซะ"
"ครับผม" เณรน้อยยื่นมือไปรับไว้
บนกระดาษถูกเขียนเป็นคำภาษาบาลียาวประมาณสี่ถึงห้าบรรทัด ที่หัวกระดาษ เขียนด้วยลายมือตัวใหญ่ อ่านได้ความว่า
"คาถาสะเดาะกลอน" ..... ---}
"ขนาดนั้นเลยเหรอวะ" ไอเอ๋พูดขึ้นอย่างสงสัย
"ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่ก็ไม่ยาวมากนะเฟ้ย"ผมบอกไอเอ๋ พร้อมกับชี้ไปยังคาถาในหนังสือ
"ที่บ้านข้ามีแม่กุญแจว่ะ คล้องอยู่ที่ประตู" ไอเอ๋พูดขึ้นพร้อมกับชวนผม
ผมพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะหยิบหนังสือเปิดหน้าคาถาสะเดาะกลอนพร้อมกับวิ่งตามหลังไอเอ๋ไปยังบ้านของมัน
แม่กุญแจถูกล็อคอยู่ต่อหน้าผม ผมเริ่มรวบรวมสมาธิอีกครั้งหนึ่ง....
---------------------------------------------------------
ปล. เพื่อนๆ สามารถลองดูได้นะครับกับคาถาที่ใช้กับมือตำลึง ส่วนใครอยากได้คาถาสะเดาะกลอนไปลองก็บอกได้ครับ 55+
)