บรรยากาศรอบตัวในช่วงนี้ช่างเงียบสงบนัก ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจเบาๆและหัวใจที่เต้นไปตามความตื่นตัวของผม ผมจับปลายหนังยางที่ยึดอยู่กับไม้พร้อมกับยืดมันออกจนรู้สึกตึงมือ สายตาของผมจ้องไปยังมุมหนึ่งของไม้ที่ฝาบ้าน ซอกหลืบแคบๆของไม้นั้นนั้นมีสัตว์ตัวเล็กชนิดหนึ่ง นอนหมอบนิ่งไม่ไหวติง ตัวของมันใสจนมองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ภายในตัว ดวงตาของมันมีสีดำปูดโปนออกมาบนหน้าที่ยาวเรียว หางของมันตวัดยาวซุกแนบลำตัวท้องของมันที่แนบไปกับพื้นไม้กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะสูบฉีดของหัวใจ มันเองก็คงจะตื่นเต้นไปไม่น้อยกว่าผมเหมือนกันผมนับหนึ่งถึงสามในใจไม่นานนักก็ปล่อยมือที่จับหนังยางนั้น ดวงตาเพ่งไปที่มันอย่างไม่กระพริบตา
"ปุ!!" เสียงไม้แหลมปะทะกับขอบไม้
"เฮ้ย! มันหนีไปแล้ว.." เสียงไอเอ๋ตะโกนขึ้นพร้อมชี้มือไปตามผนัง
"ไหนๆๆ" ผมรีบก้มไปเก็บไม้แหลมที่ยิงออกไป ก่อนจะมองตามมือของไอเอ๋
"หายไปแล้วว่ะ" ไอเอ๋ตอบเสียงเรียบกลับมา สายตายังจ้องไปตามผนัง
"โธ่เอ้ย...." ผมอุทานออกมาด้วยความเสียดาย
ผมขยับหนังยางที่ผูกติดกับไม้แหลมอีกครั้ง ลองจับยืดดูมันยังคงใช้งานได้ดี จากนั้นจึงเดินไปช่วยไอเอ๋หาเหยื่อของเราอีกครั้งตามผนังบ้านและซอกไม้ ถึงมันจะหลบหลีกได้อย่างว่องไวแต่ก็ไม่พ้นสายตาอันปราดเปรียวของเรา ไม่นานนักก็ได้เจอกับมันอีกครั้ง ตาต่อตาของเรากับมันจ้องกันนิ่ง เสียงของมันร้องออกมาเหมือนเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้าสู้กับเรา
"จุ๊ ๆ ๆ ๆ.."
................
เช้าตรู่ของวันหนึ่งหลังใส่บาตรพระหน้าบ้านของไอเอ๋
"...???...." ผมกับไอเอ๋ทำท่างงกับคำพูดของลุงหลอม
"เวลามันเข้าไปในท้องแล้วเป็นยังไงมั่งครับ" ผมถามด้วยสีหน้าเหยเก
"มันก็จะวิ่งชนไปมาอยู่ในท้องนั่นแหละ" แกพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี
"แล้วสักพักมันก็นิ่งไป" แกว่าต่อไปพร้อมๆกับเตรียมปั่นจักรยานกลับไป
"แล้วเป็นยังไงต่อครับ" ผมยังไม่หายสงสัย
"โรคก็หายไปน่ะสิ" แกพูดพร้อมกับคล่อมจักรยานปั่นจากไป
ทิ้งความสงสัยปนสยองให้กับผมและไอเอ๋ที่ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านสองคน
บ้านของลุงหลอมอยู่เลยไปทางท้ายซอย เป็นบ้านหลังสุดท้ายของซอยที่เราอยู่กัน บ้านของแกเลี้ยงหมาพันธุ์ไทยอยู่หลายตัว ทุกครั้งที่เราเดินผ่านมักจะโดนพวกมันไล่เห่าจนวิ่งกันฝุ่นคลุ้งเต็มถนนไปหมด พักหลังขยาดจนต้องเตรียมไม้เพื่อเอาไปไล่พลางหนีพลางลุงหลอมมักจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ มาเล่าให้พวกเราฟังทุกเช้าตอนใส่บาตรอยู่เสมอๆบางเรื่องฟังดูเหลือเชื่อแต่ก็เป็นที่สนุกสนานสำหรับเรา เช้านี้เองก็เช่นกันที่ลุงหลอมเล่าเรื่องจิ้งจกให้พวกเราฟัง
"พวกเอ็งรู้กันมั้ยว่าทำไมจิ้งจกมันถึงชื่อว่าจิ้งจก" ลุงหลอมยิ้มทำหน้าอมภูมิถามเรา
"ไม่รู้สิครับ" ผมกับไอเอ๋ตอบ เตรียมพร้อมฟังเรื่องราวแปลกๆจากปากลุงหลอมเหมือนเคย
"ก็เพราะว่ามันจกโรคได้น่ะสิ" ลุงหลอมว่าต่อ
"จกโรค" ผมกับไอเอ๋ทวนคำ
"โรคอะไรมั่งครับ" ไอเอ๋ถาม
"มันก็ทุกโรคนั่นแหละ" แกว่า
"มันจกยังไงครับ" ผมถาม
"ก็ต้องกินมันเข้าไปน่ะสิ ที่สำคัญต้องกินตัวเป็นๆ ด้วย" แกพูดต่อ
"อึ๊ย.." ผมกับไอเอ๋ทำหน้าเหยเก
"แล้วเวลาลุงกินลุงทำยังไงครับ" ไอเอ๋ถามขึ้น
"ก็จับตัวมันหยิบใส่ปาก เดี๋ยวมันก็วิ่งลงคอไปเอง" ลุงหลอมพูดพร้อมกับทำท่าทางให้เราดู
"โห..." ผมกับไอเอ๋ทึ่งไปกับเรื่องราวในเช้าวันนี้ ที่แปลกและสยองกว่าทุกวัน
"ตอนแรกลุงยังไม่ชินก็จะจับมันยัดใส่ลูกกล้วยเล็กๆไว้ก่อน เจาะรูกล้วยเอาจิ้งจกยัด แล้วก็กลืนมันไปทั้งลูกนั่นแหละ" ลุงหลอมเล่าต่อ เงยหน้ามองฟ้านึกถึงอดีตกับจิ้งจกตัวแรกที่แกเริ่มกิน
"อยากลองมั้ยล่ะ" ลุงหลอมพยักหน้าชวนเราสองคน
เราสองคนต่างส่ายหน้ากันเป็นระวิง
ด้วยเรื่องราวในเช้าวันนั้น ทำให้ผมกับไอเอ๋อยากจะลองจับจิ้งจกมาเล่นกัน โดยไม่มีความคิดที่จะเอามากินกันแม้สักนิดเดียว อุปกรณ์ที่เราใช้จับจิ้งจกจึงถูกพัฒนาขึ้นจากความคิดแบบเด็กๆ ด้วยไม้เสียบลูกชิ้นกับหนังยาง ที่พบเห็นได้อย่างทั่วไป เราเอาหนังยางวงเล็กมาผูกกับปลายด้ามของไม้เสียบลูกชิ้นและอีกด้านหนึ่งของหนังยางเราก็เอามามัดไว้กับไม้เล็กๆเพื่อเอาไว้ขัดกับนิ้วเวลายิง
เวลายิงเราก็จะเอาไม้เล็กๆ มาขัดไว้กับระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางก่อนจะดึงด้ามของไม้เสียบลูกชิ้นที่ผูกหนังยางให้ยืดออกมาจนรู้สึกว่ายางตึงมือ จากนั้นก็ปล่อยมือ ไม้แหลมนั้นก็จะพุ่งออกไปด้านหน้าตามทิศทางที่เราเล็งไว้ เราทดลองเอาไปยิงกับต้นกล้วยที่ข้างบ้านในระยะประมาณหนึ่งวา ปรากฏว่าไม้แหลมนั้นพุ่งไปติดกับต้นกล้วยอย่างเหมาะเหม็ง เราสองคนมองหน้ากันต่างภูมิใจกับอุปกรณ์ที่คิดประดิษฐ์กันขึ้นมา
เหยื่อของเรามีให้เห็นกันอยู่หลายแห่งโดยเฉพาะตามซอกหลืบต่างๆ การค้นหาที่อยู่ของมันทำให้เรารู้สึกสนุก แต่การเพ่งปลายไม้แหลมไปที่ตัวมันพร้อมๆกับปล่อยมือเพื่อหวังผลการยิงของเรากลับให้ความสนุกได้มากกว่า ส่วนใหญ่เราจะยิงเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา บางครั้งยิงโดนหางจนหางของมันตกลงมาแต่ตัวของมันกลับวิ่งหนีหายไป หางที่ตกลงมาจะดิ้นดุ๊กดิ๊กๆ ไปมาอยู่พักใหญ่ก่อนจะแน่นิ่งไป
การยิงครั้งสุดท้ายของเราเกิดขึ้นเมื่อไปพบกับเหยื่อตัวหนึ่งที่ไต่อยู่ข้างฝา สีของมันกลมกลืนไปกับสีพื้นจนเราสังเกตเกือบไม่เห็น ผมพยายามทำตัวให้นิ่งก่อนจะย่องเข้าไปเงียบๆในระยะประชิด ระยะของมันอยู่บนผนังเหนือหัวผมไปไม่กี่ฝ่ามือ ผมค่อยๆยกมือขึ้นอย่างระวัง วางอาวุธไว้ระหว่างนิ้ว ก่อนจะดึงและปล่อยมันผ่านมือไปอย่างรวดเร็ว
สิ้นเสียงไม้กระทบผนัง จิ้งจกตัวนั้นก็ตกลงมาบนพื้นด้วยสภาพที่มีไม้แหลมเสียบคาลำตัว มันพยายามกระเสือกกระสนพาตัวของมันหนีไต่ไปตามพื้น แต่ด้วยสภาพที่มีไม้แหลมเสียบไปกับตัวทำให้มันเดินได้ไม่สะดวกนัก ผมกับไอเอ๋มองมันด้วยสีหน้าสยอง ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะไล่หาและไล่ยิงมันด้วยความสนุกแต่ก็ไม่ได้กะว่าจะให้ถูกตัวมันเลยสักนิด เพียงแค่เฉี่ยวไปมาก็ทำให้เราสองคนสนุกกันแล้ว ผมกับไอเอ๋เกี่ยงกันไปเก็บเจ้าจิ้งจกที่ดิ้นไปมาอยู่บนพื้นตัวนั้น
"เอ็งไปเก็บสิ เอ็งยิงมันนี่หว่า" ไอเอ๋บอกผม
"เสียวว่ะ" ผมตอบ พร้อมกับค่อยๆเดินไป
ผมหาเศษผ้าบนพื้นมาคลุมตัวมันไว้ก่อนจะควานหาไม้แหลมภายใต้ผ้าผืนนั้นแล้วค่อยๆ ชักออกมาเบาๆ นึกถึงภาพของจิ้งจกที่ต้องเจ็บปวดเมื่อเศษไม้ค่อยๆเลื่อนผ่านตัวของมันทำให้ผมอดรัดทดใจไม่ได้ ผมเปิดผ้าออกมาอีกครั้ง เจ้าจิ้งจกวิ่งอย่างเชื่องช้าไปที่ผนังก่อนจะค่อยๆไต่ขึ้นไปอย่างยากลำบาก เศษผ้าผืนนั้นถูกผมตวัดทิ้งไป เหลือเพียงรอยของหยดเลือดสีแดงคล้ำเป็นจ้ำอยู่บนพื้น ผมหันไปมองหน้าของไอเอ๋พร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ
"มันจะตายหรือเปล่าวะ" ผมถามไอเอ๋
"ไม่รู้ว่ะ" ไอเอ๋ตอบพร้อมกับมองไปยังเจ้าจิ้งจกตัวนั้นที่วิ่งขึ้นไปเกือบถึงไม้คานที่ติดกับหลังคาบ้าน มีรอยเลือดหยดตามทางเป็นหย่อมๆ
"เลิกเหอะว่ะ" ผมบอกกับไอเอ๋
ไอเอ๋พยักหน้าขึ้นแทนคำตอบ ช่วงแรกมันอาจจะเป็นเกมส์ที่สนุกกับเราฝ่ายเดียว แต่ตอนนี้ทั้งเราและมันคงไม่รู้สึกสนุกไม่แตกต่างกัน
ไม้แหลมอันนั้นถูกผมหักทิ้งลงถังขยะ ผมเลิกยิงจิ้งจกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีความคิดที่ว่าคนน่าจะอยู่ส่วนคน จิ้งจกก็น่าจะอยู่ส่วนจิ้งจก ส่วนจิ้งจกจะจกโรคให้คนได้หรือไม่ผมเองก็ไม่แน่ใจ ภาพของจิ้งจกที่ผมยิงไปถูกท้องน้อยของมันจนไม้แหลมคาลำตัวและเลือดไหลหยดออกมาเต็มท้องยังติดตรึงอยู่ในหัวผม
ทุกวันนี้ยังคงระแวงไปกับดวงตาของเผ่าพันธ์ของมันที่จ้องมองผมมาจากด้านบนและตามผนัง เสียงร้อง "จุ๊ๆๆ.." ที่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัวผมเองก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าในตอนนี้มันยังคงแค้นหรือว่าจะให้อภัยผมแล้วหรือยัง...
ปล.
ว่ากันว่า จิ้งจกตีนเหนียวทำให้ไต่ผนังได้ จริงๆแล้วที่พื้นเท้าของมันประกอบไปด้วยปุ่มเล็กๆมากมาย ทำให้เวลามันเกาะผนังพื้นที่ที่มันเกาะจะกลายเป็นสูญญากาศดึงให้ติดกับผนังได้
ว่ากันว่า กินจิ้งจกตัวเป็นๆ รักษาโรคได้ เป็นความเชื่อของคนโบราณที่เป็นเรื่องจริง
ว่ากันว่า ถ้าจับจิ้งจกเป็นๆมาเหน็บไว้กับใบหูมันจะอยู่นิ่งไม่หนีไปไหนเพราะว่ามันจะนึกว่าเราใช้มือจับมันอยู่
ว่ากันว่า มีใบไม้ชนิดหนึ่งเรียกจิ้งจกได้ จริงๆใบไม้นั้นจะปล่อยสารที่ให้กลิ่นเหมือนกับจิ้งจกตัวเมียถ้าถูกขยี้หรือเขย่าแรงๆ ดังนั้นจิ้งจกที่ถูกเรียกมาก็จะมีแต่จิ้งจกตัวผู้เท่านั้น
ว่ากันว่า จิ้งจกจะถูกจับมาย่างเผาไฟให้สุกและบดละเอียดให้กับเด็กแรกเกิดที่มีอายุไม่กี่เดือนกินด้วยเชื่อว่าจะรักษาโรคต่างๆ(เหมือนกับที่ผู้ใหญ่กินตัวเป็นๆ)ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะเด็กที่ว่าคือ
"ลูกสาวผมเอง"....
แหวะ ถึงรักษาได้ก็ไม่กินอ่ะ
อยากรู้จักจริงๆนะ ไอเอ๋เนี่ย ช่างสรรจริงๆ