ต้น จำปีทอง เด็กหนุ่มจากวิทยาลัยเทคนิคนครปฐม ผมเผ้ายุ่งเหยิงพร้อมหน้าตาเหมือนคนอดนอนมาหลายสิบเดือน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของต้น ต้นเป็นคนที่ฝักใฝ่และเจนจัดในเรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหาตัวจับได้ยาก บ้านของต้นอุดมไปด้วยสิ่งประดิษฐ์แปลกตานานาชนิด ความฝันของต้นอยากเป็นวิศวกรที่สามารถประดิษฐ์สิ่งต่างๆได้ตามที่ใจหวัง เพื่อนรอบตัวต่างทึ่งในความสามารถของต้นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับของประดิษฐ์แต่ละชิ้น และมักจะคอยคิดให้ต้นทำสิ่งประดิษฐ์แปลกๆให้ดูอยู่เสมอ อนาคตต้นคงจะเป็นวิศวกรที่เก่งกาจคนหนึ่งถ้าไม่จิตเตลิดคิดประดิษฐ์หุ่นยนต์ช่วยตัวเองไปตามที่เพื่อนๆแนะนำ
เอกฉันท์ หลวงอี่ เด็กหนุ่มจากเมืองโอ่งราชบุรี ชื่อสั้นๆที่เพื่อนเรียกกันคือ ฉันท์ ถ้าสนิทกันมากก็ ไอฉันท์ ยิ่งสนิทกันใหญ่ถ้าเรียกว่า ไอเชี่ยฉันท์ สำหรับผมขอเป็นเพื่อนสนิทแบบห่างๆที่เรียกว่า เอกฉันท์ ก่อนละกันเพื่อความสุภาพ ซึ่งอาจจะหลุดไปเป็นเพื่อนสนิทมากบ้างบางครั้งก็ต้องขออภัย เอกฉันท์ เรียนด้วยกันกับผมที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรีในระดับ ปวช. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ)จากนั้นก็เริ่มเข้ามาเรียนต่อในระดับ ปวส.(ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) ที่กรุงเทพ หลังสอบติดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพระนครเหนือ ความฝันอันบรรเจิดของเอกฉันท์ คือการได้เป็นเจ้าของกิจการสักแห่งหนึ่ง เอกฉันท์จึงมุ่งมั่นในการสร้างความจริงให้เกิดขึ้นกับฝันของตัวเองโดยไม่ย่อท้อ ผมจึงมักเห็นเอกฉันท์ทำงานในช่วงระหว่างเรียนอยู่หลายอย่างทีเดียว
นพพร ตัวผมเอง เด็กบ้านนอกที่มีชีวิตคลุกคลีกับไร่นาและป่าสวน ธรรมชาติรอบกายหล่อหลอมให้ผมสามารถหาความสุขได้จากสิ่งต่างๆรอบๆตัว ความฝันของผมคงเป็นการที่ได้เรียน ได้ทำงาน ได้ดูแลแม่และครอบครัว วิศวกรเป็นสิ่งที่ผมอยากสัมผัสและอยากเป็น จุดเริ่มเล็กๆ มาจากการเสียบปลั๊กทีวีแล้วโดนไฟดูด ความสงสัยในวัยเด็กทำให้กระตือรือร้น ที่จะเป็นวิศวกรไฟฟ้าให้ได้ในวันหนึ่ง
ความฝันของเด็กหนุ่มทั้งสามเติบโตไปพร้อมๆกัน ต่างคนต่างมุ่งมั่นในฝันและบันดาลให้มาพบกันในรั้วของสถาบันแห่งนี้ สถาบันที่จะทำให้เราเป็นวิศวกร สถาบันที่ได้ชื่อว่ามีชื่อที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
การรับน้องของรุ่นพี่ ทำให้พวกเราบุคคลที่ได้ชื่อว่าจะเป็นวิศวกรในอนาคต สนิทกันอย่างแนบแน่นเหมือนรู้จักกันมานานหลายปี แต่ก็แฝงด้วยไอบางๆ ของการแข่งขันในเรื่องการเรียน ซึ่งกระตุ้นให้พวกเราตื่นตัวอยู่เสมอ
ช่วงกลางวันวันหยุดวันหนึ่ง เราสามพร้อมใจกันออกไปเที่ยวเล่นยังบ้านเช่าของเพื่อนที่พักรวมกันเป็นกลุ่มอยู่นอกเขตรั้วสถาบัน ส่วนใหญ่การเดินทางของนักศึกษาที่นี่จะใช้จักรยานเป็นหลัก ทำให้จักรยานในสถาบันมีอยู่หลายร้อยหลายพันคัน กล่าวกันว่า ถ้าอยากเป็นนักศึกษาของลาดกระบังอย่างสมบูรณ์ จักรยานจะต้องหาย สุภาษิตนี้ใช้ได้สำหรับต้น เพราะจักรยานของต้นหายมาแล้วสองคัน
จักรยานคันล่าสุดของต้น ซื้อมาจากร้านขายอาหารด้านล่าง ซึ่งดัดแปลงบางส่วนเป็นร้านซ่อมและประกอบจักรยาน สำหรับจักรยานของเอกฉันท์นั้นไม่มี แต่มีมอเตอร์ไซต์เก่าๆอยู่หนึ่งคัน ซึ่งติดมาตั้งแต่ตอนเรียน ปวส. อยู่ราชมงคล จักรยานของผมเป็นส่วนเติมเต็มของการที่จะทำให้นักศึกษาที่นี่เป็นนักศึกษาลาดกระบังอย่างสมบูรณ์
จักรยานของผม ขโมยเขามา...
เมื่อมาถึงหอพักของเพื่อน เราก็เข้าไปนั่งเล่นอยู่พักใหญ่ หลังจากหนังโป๊ถูกปิดลง เราจึงพากันมาเดินเล่นรับลมนอกบ้าน เวลาตอนนี้ประมาณห้าโมงเย็น บรรยากาศตอนนี้ลมพัดมาเอื่อยๆ แสงแดดเริ่มโรยแสงอ่อนลง
ปั่นจักรยานเล่นกันดีกว่าว่ะ ต้นเอ่ยขึ้น มองเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาในบ้าน
อืม ดีว่ะ ผมเสริม เนื่องจากกำลังอยากใช้แรงหนุ่มที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ แม้จะปะทุไปบ้างหลังจากดูหนังโป๊เมื่อสักครู่
หลังตกลงกันเสร็จ เอกฉันท์ก็เล่าถึงประวัติการปั่นจักรยานของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ว่าเคยมีโอกาสเข้าไปร่วมแข่งขันกันในหลายๆระดับ เคยเก็บตัว หรือฝึกซ้อมอย่างไร พร้อมกับสอนการปั่นให้เราว่าควรปั่นล้อชิดกันเป็นแถวเพื่อลดแรงการปั่น ผมกับไอต้นรับฟังเป็นอย่างดี
มึงยืมจักรยานไอยุทธ์ ไปปั่นด้วยกันสิ เสียงไอต้นชวน
กูไม่ได้ปั่นมานานแล้ว เอกฉันท์เอ่ยอย่างสงวนท่าที
แต่เอาก็เอา เอกฉันท์เดินอย่างสุขุมหรือเก๊กก็มิทราบ ไปที่จักรยานก่อนจะค่อยๆทาบหุ่นอาเสี่ยขึ้นไปบนอาน
ไอยุทธ์กูยืมจักรยานก่อนนะ เฝ้ารถกูด้วย
เสียงตะโกนดัง ก่อนที่จักรยานสามคันจะถูกปั่นออกไปบนท้องถนนคอนกรีตอย่างรวดเร็ว
จักรยานของต้นเป็นแบบมีเกียร์ทำให้สามารถเลือกปั่นเพื่อให้ผ่อนแรงในช่วงการปั่นต่างๆได้เป็นอย่างดี ส่วนของผมเป็นจักรยานบ้าน แน่นอนเพราะผมเลือกไม่ได้มากนัก ถ้าเป็นจักรยานที่มีเกียร์ เจ้าของคงจะตามล่าหามันและถ้าพบว่ามันอยู่ที่หอผม ผมก็คงไม่มีโอกาสมาเล่าเรื่องดีๆ แบบนี้ให้ทุกคนอ่านกัน ส่วนจักรยานที่เอกฉันท์ปั่นเป็นจักรยานธรรมดาคันเล็กไม่มีเกียร์ ซึ่งก็ไม่ใช่อุปสรรคมากนัก แน่นอนก็เขาเคยร่วมแข่งจักรยานมานี่นา
เราปั่นจักรยานไปบนถนนเส้นลาดกระบัง ผ่านไปยังซอยจินดา จุดหมายที่ตั้งกันไว้คือจะปั่นข้ามจังหวัดไปสมุทรปราการ หลังปั่นไปบนถนนไม่นานนักรู้สึกว่าไกลพอสมควร บ้านเรือนผู้คนเริ่มเบาบางสลับแออัดเป็นช่วงๆ
ข้าว่ามันไกลแล้วว่ะ เสียงเอกฉันท์เอ่ยขึ้น สายตามองย้อนไปด้านหลังที่เราปั่นกันมา ถนนสองข้างทางช่างไม่คุ้นตาพวกเราเลย
ไปเรื่อยๆก่อน ต้นพูดขึ้นมาสั้นๆ ก่อนจะปั่นนำไป
ปั่นไปอีกสักพักก็ถึงถนนสี่แยก
ไปทางไหนล่ะมึง ผมถาม
กูว่าตรงไปว่ะ เสียงไอต้นพูดสวนขึ้นมาอย่างทันที
มึงคิดก่อนเปล่าวะเนี่ย ผมถามไอต้นด้วยความสงสัย ผมเผ้าของมันดูยุ่งเหยิงมากขึ้น แต่สายตานั้นแน่วแน่ไปยังเบื้องหน้า
กูว่าเรากลับไปคิดกันก่อนดีมั้ย เสียงไอฉันท์พูดอย่างเหนื่อยแรง
แต่กูว่ามันยังไม่ไกลเท่าไหร่เลยนะ ไอต้นบอกเบาๆ โดยที่ผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าคำว่าไกลของไอต้นมันจะขนาดไหน และก็ชวนให้ผมอยากรู้ว่าจะไปได้ไกลสักแค่ไหน ขุนพลอยพยักอย่างผมจึงรับคำด้วยเสียง อืม ในลำคอเบาๆ
แต่กูว่าถามทางเขาก่อนดีกว่าว่ะ ผมพูดขึ้นก่อนจะเดินไปยังมุมสี่แยกซึ่งมีร้านค้ามุงสังกะสีเล็กๆอยู่ร้านหนึ่ง
น้าๆ ผมจะไปสมุทรปราการ ปั่นไปทางไหนครับ ผมถามป้าแก่ๆคนหนึ่งที่นั่งอยู่ร้าน เปลี่ยนสรรพนามแกให้เป็นน้าเผื่อจะให้คำตอบกับเราได้ง่ายขึ้น
ก็ตรงนี้ล่ะสมุทรปราการ จะไปไหนกันล่ะ เสียงป้าบอกอย่างงุนงง
ผมหันไปมองหน้าไอต้นกับไอฉันท์ เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าของเรามากมาย แต่ไม่มีใครปริบ่น
เอาไงวะ ผมถาม
ไอต้นไม่ตอบกลับหันไปตะโกนถามป้าอีกครั้ง
เลยแยกตรงไป มันไปไหนครับ
ชลบุรี ป้าตอบสั้นๆ พร้อมกับหันไปสนใจคนที่เดินเข้ามาซื้อของหน้าร้านแทน
ป่ะ ต้นพูดออกมาสั้นๆ อีกแล้ว
ไปไหนวะ ผมถาม พร้อมนึกคำตอบอยู่ในใจ
ชลบุรี ต้นตอบเหมือนไม่ได้คิดอีกครั้ง
มึงจะบ้าเรอะ เอกฉันท์ร้องเสียงหลง
กูว่ากลับตอนนี้ก็ยังไม่สายนะ เรายังมีเวลาปั่นกลับ จะมืดแล้วด้วย เอกฉันท์เริ่มบ่น พร้อมกับมองไปยังท้องฟ้าสีครามหม่น
ผมเองก็เห็นด้วยกับเอกฉันท์ที่ว่าจะใกล้ค่ำแล้ว จะทำให้การปั่นของเราลำบาก สภาพรถของผมกับเอกฉันท์ก็ไม่ใช่รถที่เหมาะสำหรับการปั่นไปได้ไกลนัก แต่ผมก็ยังมีพลังเหลือพอที่จะกล้าตามไอต้นไป จุดหมายคือชลบุรี ในความคิดของผมมันคงไม่ไกลมากนัก เพราะหลังปั่นออกจากลาดกระบังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงจังหวัดสมุทรปราการแล้ว
เฮ้ย ไอฉิมกลับเหอะ เอกฉันท์เริ่มหันมาบอกผมแทน เนื่องจากดูท่าทางไอต้นแล้วจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก
กูตามใจไอต้นว่ะ ผมตอบสั้นๆ ถ้าเรียกว่าบ้า ผมเองก็คงบ้าพอๆกับไอต้นนี่ล่ะ
ไหนบอกว่าเคยเป็นนักแข่งจักรยานไงวะ ไอต้นได้ที
กูไม่ได้ปั่นมานานแล้ว เอกฉันท์ตอบ พร้อมกับยอมปั่นไปกับเราสองคนอีกครั้งอย่างโดยดี
แสงไฟจากโคมสูงริมถนนส่องสว่างไปบนทางถนนคอนกรีตทอดยาวไปในความมืด มองหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ จักรยานสามคันวิ่งไปในแสงสลัวนั้นด้วยความเงียบ มีเพียงเสียงหอบหายใจเป็นระยะเมื่อถึงทางขึ้นเนินหรือสะพานสูง แสงไฟนีออนริมถนนด้านหน้าทำให้ทั้งสามเร่งปั่นเร็วขึ้น...
(โปรดติดตามต่อภาคสอง)
อ่านไปอ่านมา หลายครั้ง เอ.. สงสัย เรื่องจริง หรือเรื่องแต่งหว่า แต่น่าจะเรื่องแต่งน่ะ อิอิ
เหมือนสามเกลอผจญภัยเลยค่ะ