2007/Oct/13

(อ่านตอนแรกได้ที่นี่)

แสงไฟสีส้มสว่างเรื่อลงมาบนผืนถนนคอนกรีต สลับช่วงกับความมืดเป็นระยะๆ สายลมในช่วงกลางคืนพัดอย่างเอื่อยๆ จักรยานสามคันวิ่งฝ่าความมืดอย่างรวดเร็วในแถวตอนหนึ่ง มองผิวเผินอาจเป็นนักปั่นที่กำลังฟิตซ้อมเป็นปกติ แต่เมื่อซูมเข้าไปจะพบกับภาพที่น่าระทึกใจยิ่งกว่า เมื่อพบว่าจักรยานคันแรกเป็นจักรยานเสือภูเขาติดเกียร์ สีเขียวหม่น ส่วนสองคันหลังที่ตามมาติดๆ นั้นเป็น.. จักรยานบ้าน

สีหน้าของต้น ผู้ปั่นจักรยานเสือภูเขาที่อยู่คันแรก ยังคงมุ่งมั่นมองไปบนถนนข้างหน้าอย่างมีจุดหมายแม้จะรู้ว่าอยู่ห่างไกล ส่วนผมกับเอกฉันท์ที่ปั่นตามหลังอาการไม่ต่างกันนัก คิ้วตึง ปากอ้า หน้าเกร็ง และที่กำลังเซ็งอยู่ตอนนี้คือ ระบมไข่

สภาวะที่ชายน้อยเสียดสีไปกับหนังอานจักรยาน ทำให้เราปวดแสบอยู่ไม่ใช่น้อย ความรู้สึกคึกคักของผมเริ่มลดลงตามลำดับ ผมปั่นชะลอให้เอกฉันท์ขึ้นมาเทียบข้างก่อนจะตะโกนถามด้วยความเอ็นดู

เฮ้ย ไอฉันท์ แสบไข่เปล่าวะ
แสบสิ ขาง่ามบวมแน่มึง กูบอกให้กลับแต่แรกไม่เชื่อ เอกฉันท์เริ่มบ่นบ้าง
ทำไมไอต้น แมร่งไม่เป็นไรเลยวะผมถามต่อ พร้อมกับมองไปยังไอต้น ซึ่งปั่นจักรยานไปไกลไม่ห่างกันนัก
มันจะเป็นห่าอะไรวะ รถมันมีที่วางไข่ เอกฉันท์ตอบ
ที่วางไข่??” ผมทวนคำด้วยความสงสัย
เออ ที่วางไข่ มึงไม่สังเกตเหรอ รถพวกเสือภูเขามันจะทำอานเป็นร่องไว้ตรงกลาง เอกฉันอธิบายพร้อมยกตูดกระดกแล้วชี้มือไปตรงกลางอานให้ผมเห็นภาพ
เออๆ กูเคยเห็น สงสัยมานาน ไว้วางไข่นี่เอง ผมนึกภาพออกทันที จริงหรือไม่จริงไม่รู้ เพียงแต่เห็นเอกฉันท์อมยิ้มก่อนจะปั่นแซงไปอยู่ข้างหน้าผมแทน

แรงหนุ่มของลูกผู้ชายทั้งสามยังคงไม่ตก แม้เหงื่อจะท่วมกายและใบหน้า ผลัดกันปั่นจักรยานขึ้นหน้าตามหลังสลับไปมาเพื่อผ่อนแรงปั่นของแต่ละคน ถนนข้างหน้าเริ่มแปลกตาทั้งสามปั่นต่อไปโดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้ได้เข้ามาปั่นอยู่ในถนนมอเตอร์เวย์ ซึ่งโดยปกติเป็นทางที่ห้ามรถจักรยานยนต์รวมทั้งรถจักรยานธรรมดาวิ่งเข้าไป!!

เนินสูงและสะพานข้ามคลองต่างๆ ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับจักรยานของต้นที่ยังคงเร่งไปด้วยความเร็วปกติ ผ่อนหนักผ่อนเบาตามแรงส่ง ส่วนผมกับเอกฉันท์จะปั่นขึ้นแต่ละที เรี่ยวแรงที่ใช้ทำให้เหงื่อโทรมกาย จนแทบจะละลายหายไปกับท้องถนน  แสงไฟสีขาวริมถนนด้านหน้าทำให้เราทั้งสามเร่งปั่น

 เฮ้ย ปั๊มเว้ยปั๊ม เสียงเอกฉันท์ตะโกนโหวกเหวกด้านหน้าผม พร้อมกับเร่งปั่นถี่ยิบ
เจ็ทรึเปล่า เสียงไอต้นถามขึ้นพร้อมเสียงหอบเล็กน้อย
เจ็ทไม่เจ็ทมึงก็เข้าไปเถอะ ยังจะมีอารมณ์จะเลือกอีกนะมึง ผมพูดด้วยความรำคาญกับมุกเล็กๆของไอต้น พร้อมกับเร่งปั่น เพื่อจะได้เข้าไปนั่งพักผ่อนให้คลายจากอาการปวดน่องที่เกิดจากการปั่นต่อเนื่องอย่างยาวนาน

เราสามคนจอดจักรยานหน้าร้านจิฟฟี่ แน่นอนที่นี่ปั๊มเจ็ท ก่อนจะพากันไปปลดปล่อยความทุกข์ที่อัดอั้นมานาน ล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ เข้าไปหาของกินในจิฟฟี่และมานั่งพัก ที่ม้านั่งไม้หน้าจิฟฟี่อีกครั้ง
อีกไกลเปล่าวะ ผมถามขึ้น พร้อมเอามือบีบไปมาที่น่องขา เอกฉันท์เอนกายทิ้งลงไปบนม้านั่งผ้าเช็ดหน้าเปียกๆคลุมหน้านิ่ง
อีกประมาณสามชั่วโมง ต้นตอบสีหน้าเรียบ พร้อมพลิกดูนาฬิกาข้อมือเวลาขณะนี้ประมาณสามทุ่มครึ่ง
กูถามระยะทางไม่ได้ถามเวลา ผมท้วง แม้บางครั้งจะชินไปบ้างที่ต้นมักจะตอบไม่ตรงคำถามเหมือนคิดซ้อนทับไปอีกขั้นหนึ่ง
ก็ประมาณนั้นแหละ ต้นยืนยันในคำตอบ
....

ไม่นานนักเราก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง เรี่ยวแรงเริ่มกลับมาหลังได้พัก มีหยุดพักกลางทางบ้างบางครั้ง เสียงบ่นจากเอกฉันท์เริ่มเงียบลง สองข้างทางที่เราปั่นผ่านเริ่มมีบ้านผู้คนให้เห็น จนเริ่มเข้าสู่ตัวเขตเมืองจุดหมายของพวกเรา

เราปั่นมาพักอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวโต้รุ่งร้านหนึ่งข้างทาง ผู้คนบางตาเนื่องจากเวลาตอนนี้ห้าทุ่มกว่าแล้ว เราสามคนจอดจักรยานก่อนจะทิ้งตัวลงม้านั่งในร้านก๋วยเตี๋ยว เจ๊เจ้าของร้านเดินเข้ามาถามด้วยอัธยาศัยดี ก่อนจะตกใจเมื่อเราบอกว่าปั่นจักรยานกันมาจากกรุงเทพฯ สายตาแกมองไปที่จักรยานของเราอย่างไม่เชื่อสายตา ส่วนเราสามคนรีบกินก๋วยเตี๋ยวของเจ๊แกอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ได้สนใจโต๊ะข้างเคียง

หลังกินเสร็จเจ๊เจ้าของร้านก็แนะนำเส้นทางลัดที่จะไปได้เร็วขึ้น เราสามคนขอบคุณเจ๊ ก่อนจะปั่นจักรยานจากไป ปั่นไปอีกไม่นานนักก็เห็นป้ายสีเขียวใหญ่บอกจุดหมายของเราอย่างชัดเจน ความดีใจอย่างท่วมท้นทำให้เราลืมความเหนื่อยยากของเส้นทางที่ปั่นกันมา เส้นทางข้างหน้าจะทำให้เราพบกับทะเลอันสดชื่น ทะเลอันกว้างไกล สายลมที่พัดเอื่อยๆเย็นๆ ตัดกับแสงจันทร์สะท้อนผืนน้ำที่สว่างสดใส เราทั้งสามเร่งปั่นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ถึงจุดหมายที่เฝ้าหวังไว้..

....
จักรยานของเราสามคนนอนพิงกับต้นมะพร้าวใกล้ชายหาด
เราสามคนยืนเรียงหน้ากระดานมองไปยังทะเล
...
แสงจันทร์เสี้ยวสะท้อนผืนน้ำอันดำมืด ส่องสะพรึงน่ากลัวเหมือนสัตว์ร้ายพร้อมจะโผล่ขึ้นมาจากทะเลในมุมใดมุมหนึ่ง มองไกลๆเห็นแต่ความทะมึนและเวิ้งว้าง ลมพัดอย่างกรรโชกรุนแรงตามกระแสน้ำทะเลที่พัดเข้าฝั่งอย่างบ้าคลั่ง

สวยฉิบหาย ผมสบถออกมา
เอาวะ ยังไงก็มาถึงแล้ว เอกฉันท์พูดเบาๆ
เราสองคนหันไปมองยังไอต้นที่ยืนยิ้มอยู่เงียบๆ ก่อนที่มันจะหันมายิ้มให้กับเราพร้อมกับคำพูดสั้นๆ ที่น่าประทับใจ
...สวยเนอะ...
....

เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าแล้ว บนชายหาดมีเต้นท์ผ้าวางเรียงเป็นแถวยาวตลอดหาด ลมทะเลช่วงกลางคืนพัดแรงจนเห็นผ้าพริ้วไปตามแรงลม ด้านบนริมถนนถูกปูด้วยอิฐตัวหนอนเป็นทางเท้า มีต้นมะพร้าวและต้นไม้ใหญ่ปลูกแซมไปตลอดทาง เพิงร้านค้าปิดยาวตลอดแนว มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟส่องบนทางเดินเล็กน้อย ม้านั่งหินอ่อนวางอยู่เป็นระยะบนทางเท้า

นอนไหนล่ะมึงทีนี้ ผมตั้งประเด็นเนื่องจากรู้สึกเพลียมาก
ตรงนี้ก็ได้นะ ไอต้นชี้ไปยังม้านั่งหินอ่อน
เอกฉันท์ไม่รอช้ารีบจอดรถก่อนจะทิ้งตัวนอนไปบนม้านั่งอย่างอ่อนแรง ผมนั่งลงม้านั่งข้างๆ ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง ผมรู้สึกว่าลมทะเลมันพัดรุนแรงขึ้น เราสามคนทิ้งตัวนอนบนม้านั่งหิน นอนได้สักพักเอกฉันท์ก็เดินไปหากิ่งมะพร้าวแห้งที่ตกอยู่ใต้ต้นมะพร้าว ก่อนจะเดินกลับมานอนที่เดิมพร้อมกับเอากิ่งมะพร้าวทาบไปบนตัว แล้วหันมายิ้มให้กับผม

ผ้าห่มว่ะฉิม แม่งหนาว เอาเปล่า เอกฉันท์ถามอย่างมีอัธยาศัยดี แต่ผมก็ปฏิเสธอย่างนอบน้อม คงไม่ผิดที่ผมเคยได้ยินคนเขาพูดกันว่า เด็กวิศวะเทคโนลาดกระบัง มักจะเป็นคนแปลกๆ โชคดีที่ผมยังปกติอยู่..

นอนได้สักพัก ผมก็รู้สึกเหมือนกับถูกสัตว์มีปีกตัวเล็กบินวนเวียนมาดูดเลือดอย่างน่ารำคาญ ก่อนจะลุกขึ้นมาไล่ตบอย่างหัวเสีย ยุงทะเลคงนับได้ว่าเป็นสัตว์ที่แข็งแรงมาก เพราะถึงแม้ว่าแรงลมที่พัดมาจากทะเลจนหน้าผมเกือบชา แต่มันก็ยังคงสามารถบินวนเวียนมาหาเลือดจากตัวผมได้ นับว่าน่ายกย่องมาก เอกฉันท์เองก็คงไม่ต่างจากผมเพราะผ้าห่มของเอกฉันท์ก็ส่งเสียงดังตลอดเวลาที่ลมพัดมาปะทะ

เฮ้ย กูว่าหาห้องเช่านอนดีกว่าว่ะ ผมโพล่งขึ้นมา
นั่นสิ เอกฉันท์เห็นด้วย
ส่วนต้น นอนหลับอย่างมีความสุข...

ผมรีบปลุกไอต้นให้หาห้องพัก เราปั่นไปปั่นมาอยู่พักใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ห้องพักจะเต็มหมดแล้ว จนเอกฉันท์เสนอให้ไปนอนในป้อมตำรวจ ซึ่งเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่น่าสนใจ ต้นยังคงพยายามปั่นเข้าซอกซอยต่างๆเหมือนรู้จักดี ในที่สุดความพยายามก็เป็นผลเมื่อได้ห้องพักจนได้ ต้นต่อรองราคากับเจ้าของห้องเพราะรู้สึกว่าไม่คุ้มเนื่องจากนอนพักไม่เท่าไหร่ก็จะเช้าแล้ว ส่วนผมเอกฉันท์เฝ้ารอเข้าห้องอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อเข้าห้องได้ เราต่างชิงกันอาบน้ำเนื่องจากเนื้อตัวเหนียวไปด้วยเหงื่อไคลและกลิ่นที่หมักหมมมาตลอดวัน แต่สุดท้ายเราสามคนก็ต้องมานั่งหงอยอยู่หน้าทีวีและเตียงนอน สิ่งที่ไม่น่าเกิดแต่ก็เกิดขึ้นได้ น้ำประปาในห้องพักไม่มีน้ำไหลออกมา....

ช่วงเช้าต้นเคลียร์ค่าห้อง พร้อมต่อว่าเล็กน้อยเกี่ยวกับน้ำประปา เราสามคนรีบปั่นจักรยานออกจากห้องเช่าทันที สำหรับโทษฐานที่น้ำประปาไม่ไหลเจ้าของห้องก็คงต้องลำบากใจเล็กน้อย เมื่อเข้าไปในห้องแล้วพบกับความสกปรกของผืนผ้าที่มาปูให้กับเรานอน ผ้าสีขาวสะอาดไม่เหมาะกับนักเดินทางอย่างเราเท่าไหร่นักหรอก..

ท้องทะเลช่วงเช้าสดชื่นอย่างที่เราคาดหวัง ทะเลสีน้ำเงินเข้มแตกต่างจากที่เห็นเมื่อคืน ผมอยากกระโดดไปเล่นน้ำสักพักแต่ก็เนื่องจากมีเสื้อผ้าอยู่ชุดเดียวก็คือชุดที่ใส่อยู่เนื่องจากเป็นการเดินทางที่ไม่ได้เกิดจากการเตรียมตัวจะมา เราสามคนปั่นจักรยานไปบนทางรถจักรยานที่ทำไว้ใกล้ๆทางเท้า ผู้คนเริ่มขวักไขว่แม้จะเป็นเวลาที่เริ่มเช้าไม่นาน ผมเดินไปซื้อของที่ระลึกเป็นพวงกุญแจมีรูปหอยอยู่ด้านในและคำจารึกด้านหลังว่าบางแสน อากาศโดยรอบสดชื่น แสงแดดอ่อนๆตัดกับน้ำทะเลสีน้ำเงินสวยงาม หาดทรายแม้ไม่ขาว แต่ก็ให้ความรู้สึกสะอาดจนอยากลงไปเดินเล่น

เริ่มสาย ต้นจึงชวนเราปั่นกลับ เอกฉันท์งอแงไม่อยากปั่น แนะให้เอาจักรยานขึ้นรถไฟกลับ แต่ไม่นานนักก็ต้องติดสอยห้อยตามต้นไปจนได้ ต้นพาปั่นไปยังเขาสามมุกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหาดบางแสนนัก มีเพียงลิงซนๆ อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ จากนั้นจึงเริ่มปั่นกลับอย่างจริงจัง

เส้นทางปั่นกลับเป็นเส้นทางใหม่ที่ปั่นตามป้ายบอกทาง เนื่องจากเป็นเวลากลางวันทำให้เราแวะพักปั๊มหรือร้านค้าต่างๆได้ตามรายทาง ทำให้ไม่เหนื่อยมากนัก ปั่นกันพักใหญ่ตามถนนเส้นบางนา-ตราด จนถึงม.หัวเฉียว เราสามคนแบกจักรยานขึ้นสะพานลอยข้ามถนนท่ามกลางสายตาผู้คนและนักศึกษาที่มองอย่างสงสัย จากถนนข้าง ม.หัวเฉียว ปั่นเข้าไปประมาณสิบกิโลก็ถึงลาดกระบัง จุดหมายสิ้นสุดการเดินทางของพวกเรา

เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าบ้านเช่า ที่เพื่อนผมพักอาศัย เวลาตอนนี้ประมาณบ่ายโมงกว่า
เฮ้ย พวกมึงไปทำอะไรกันมาวะ!!” เสียงประยุทธ์ตะโกนออกมา เมื่อเห็นสภาพของเราสามคน
ไปบางแสนมา เอกฉันท์พูดปนเสียงหอบพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ปั่นคราวนี้ทำให้เอกฉันท์ผอมไปหลายกิโล
มึงจะบ้าเรอะ กูไม่เชื่อหรอก ประยุทธ์มองมาที่ผม
ผมไม่ตอบ แต่ยื่นพวงกุญแจสีแดง ที่ด้านในมีปูตัวเล็กๆ ถูกสต๊าฟไว้และด้านหลังจารึกคำว่า บางแสน แทนคำตอบ

วีรกรรมของพวกเราในครั้งนี้ แพร่กระจายไปในห้องอย่างรวดเร็ว ปากต่อปากให้สัมภาษณ์ไม่หวาดไหวจนอยากออกแถลงข่าวที่หน้าตึกวิศวกรรมให้รู้แล้วรู้รอดไป เรื่องของพวกเราแม้จะยังไม่ได้ใส่ผงชูรสก็สร้างความสงสัยระคนปนแปลกใจว่าทำไปได้อย่างไร และมีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ

ต้น ไม่ค่อยได้อธิบายหรือเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ใครฟังมากนัก อาจจะเป็นช่วงชีวิตเพียงนิดเดียวที่สนุกไปโดยไม่ได้สลักสำคัญอะไร เพียงแต่กล่าวกับผมลอยๆ
คราวหน้ากูว่า ปั่นจากลาดกระบังกลับบ้านกันดีกว่าว่ะ
....

เป็นอย่างที่ผมคิด สิ่งที่ทำในวันนั้นมันแค่จุดเริ่มต้นของความคิดต้นเท่านั้นเอง

เอกฉันท์ เล่าเกี่ยวกับความอดทนและองอาจของตัวเอง ที่ฝ่าฟันอุปสรรคนี้ผ่านมาได้ สีหน้าแสดงความภูมิใจเปี่ยมล้นอย่างหาประมาณไม่ได้

ผมเดินออกมาหน้าตึก นึกย้อนถึงการเดินทางที่น่าจดจำ พร้อมรำพึงออกมาเงียบๆ

ปั่นจักรยานกลับบ้านเหรอ อืม.. น่าสนใจ.ๆ..

และคงจะไม่แปลกใจถ้าพบกับเรื่องใหม่ที่ใช้ชื่อว่า ลาดกระบัง-ราชบุรี ลูกผู้ชายหัวใจนักสู้ อีกสักครา....

 

Comment

Comment:

Tweet


โโหนี่นักเขียนตัวยงเลยนะครับเนี่ยbig smile
#39 by iphone-thai At 2007-10-30 20:29,