“พรุ่งนี้ดึกๆ พ่อจะกลับบ้านนะลูก” เสียงของแม่ฉันดังก้องอยู่ในหัว แม้ว่าฉันจะฟังออกเพียงไม่กี่คำ แต่สำหรับคำว่าพ่อ ฉันจำคำนั้นได้ดี
ทุกๆ คืน ฉันมักจะเห็นแม่พูดอยู่กับเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมที่เอามาแนบกับหูอยู่เสมอ ด้วยความสงสัยทำให้ฉันพยายามปีนป่ายเอามาแนบหูตัวเองบ้าง สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจคือ มีเสียงออกมาจากเจ้ากล่องนั่น และเสียงนั้นเป็นเสียงของ พ่อฉันเอง คราวต่อมาเวลาเห็นแม่พูดกับเจ้ากล่องนั้นอีก ฉันก็มักจะคลานเข้าไปแย่งอยู่เป็นประจำ ฉันเฝ้ามองหาตามข้างกล่อง ซอกกล่องและมุมกล่อง เผื่อพ่อจะแอบอยู่ข้างหลัง แต่ก็ไม่เห็นมี
ดูเหมือนแม่จะดีใจเป็นพิเศษ ที่ได้พูดคุยกับพ่อผ่านเจ้ากล่องนั่น เวลาฉันได้เอามาฟังแนบหู แม่ก็มักจะบอกฉันว่า พอแล้วนะลูกแก้ม ให้แม่คุยบ้าง ฉันจึงปล่อยให้แม่ได้คุยบ้าง
เสียงกระซิบที่ข้างหูทำให้ฉันตื่นขึ้นมาในคืนหนึ่ง มันเป็นเสียงของพ่อนั่นเอง พ่อของฉันก้มหน้าเอาจมูกมาดมที่ท้องน้อยฉัน ทำเอาฉันจั๊กจี้จนเอามือปัดป่ายไปโดนหน้าของพ่อ พ่อจับมือฉันไว้ก่อนจะซุกหน้าไปตามหน้าอกฉัน ฉันทนไม่ไหวต้องเอาขาถีบปัดไปมาโดนหน้าพ่อหลายสิบที พ่อไม่ได้ว่าอะไรพร้อมกับชมฉันว่าฉันแรงดี
ทุกๆเช้าเมื่อฉันตื่น ฉันจะปีนไปบนตัวพ่อและแม่ เพื่อปลุกให้มาเล่นด้วยกัน แม่มักจะตื่นทันทีเพื่อมาดูฉัน ส่วนพ่อนั้นมักจะหันหลบนอนไปอีกทาง แต่ก็ไม่พ้นความพยายามของฉันนัก ปีนเข้าไปแหย่หน้าแหย่จมูกไม่นานพ่อก็ตื่นขึ้นมาจนได้
ข้างบ้านของฉันเป็นทุ่งนาที่ปลูกข้าว พ่อมักจะอุ้มพาฉันเดินเลียบคันนาไปตลอดทางพร้อมกับชี้ให้ดูนกที่บินหากินอยู่ในนา มีนกหลายอย่างทั้งสีขาว สีน้ำตาลและ สีดำ ท้องฟ้าแดดเรื่อๆ ตัดกับทุ่งนาสีเขียว ฉันมองท้องทุ่งผ่านไหล่ของพ่อออกไปอย่างมีความสุข วันก่อนพ่อพาฉันเดินเลยไปท้ายทุ่ง เจอเป็ดฝูงใหญ่ ฉันร้องไห้กลัวแทบตายเพราะเป็ดทั้งฝูงมันเดินไล่มาหลายร้อยตัวบนถนน
วันที่ฉันเริ่มเกาะโต๊ะเดินได้ พ่อของฉันจัดแจงเอาท่อพีวีซีมาขึงเป็นเส้นยาวระหว่างเสาภายในบ้านยึดเชือกติดแน่นกับเสาเอาไว้ให้ฉันเดิน ฉันเกาะเดินอยู่ได้ไม่นานนักก็เลิกเล่น เพราะมันไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหนเลย ไม่นานนักพ่อก็เอาตัวการ์ตูนมาแขวนไว้ตามเสา ทำให้ฉันเกาะเดินเล่นเพลินไปอีกได้พักใหญ่ทีเดียว
แม่สอนฉันชี้ไปบนท้องฟ้า ฉันเห็นเมฆสีฟ้าขาว เห็นนกหลายตัวบินไปมา แม่สอนให้เรียกนก ฉันพยายามทำปากขมุบขมิบเพื่อออกเสียง แต่ก็ได้เพียงเสียงแอ๊ะๆ ที่ดังออกมาแทน
คำแรกที่ฉันเรียกและฟังดูมีความหมายมากที่สุดคือคำว่า แม่ พอพ่อเห็นฉันเริ่มพูดได้ก็ให้ลองเรียกคำว่าพ่อต่อทันที พ่อคงไม่รู้หรอกว่าคำว่าแม่มันเรียกได้ง่ายกว่า เพราะมอม้าสำหรับเด็ก มันไม่ต้องใช้ลิ้นช่วย เพียงฉันหุบปากและเปิดปากกว้างๆ พร้อมกับทำเสียงลมให้ออกจากปาก เสียงกังวานคำว่าแม่ มันก็ดังออกมาอย่างง่ายดาย
ช่วงต้นเดือน พ่อกับแม่มักจะพาฉันไปยังตลาดที่อยู่ไกลออกไป ต้องนั่งรถสองแถวคันเล็กๆ ฉันชอบมองไปยังสองข้างทาง เจออะไรแปลกๆก็มักจะชี้ให้พ่อดู สายลมเย็นที่ปะทะกับตัวรถที่โยกเยกไปมาทำให้ฉันเผลองีบหลับไปหลายคราว
ฉันไม่สบายบ่อยครั้ง น้ำมูกมักจะไหลตอนเช้าๆ ดูเหมือนพ่อจะห่วงฉันเป็นพิเศษ พ่อเองก็เป็นภูมิแพ้ทำให้รู้ว่ามันทรมานอย่างไร ฉันเองก็ไม่อยากเป็น พอได้ยินแม่พูดว่าเป็นกรรมพันธุ์ ถ้าเลือกให้ฉันไม่เป็นภูมิแพ้แต่ไม่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อ ฉันก็ขอยอมเป็นลูกพ่อและเป็นภูมิแพ้ตลอดไปยังดีกว่า
บางครั้งฉันขี้งอน ชอบให้พ่อกับแม่เอาใจ แกล้งทำตัวล้มลงในทันที เพราะรู้ในใจว่าแม่ต้องรับทัน แต่บางครั้งก็ไม่เป็นไปตามนั้นนัก ฉันต้องยอมหัวปูดไปเหมือนกัน
ตามพื้นบ้านมักจะมีอะไรให้ฉันงัดแงะอยู่เสมอ ฉันชอบแคะและกินไปเรื่อย พอแม่เผลอฉันก็เริ่มคลานออกหากิน ประสบการณ์สอนฉันได้จริงๆ เศษสีชมพูคือขนม รสอมหวาน เจอที่ไหนแคะกินได้ทันที เศษสีดำปนขาว รสขมฝาดประหลาดนัก กินได้ไม่กี่ครั้งก็เลิกกิน รู้จักชื่อมันก็ตอนที่แม่เห็นฉันหยิบ แล้วกินเข้าไป แม่หยิบออกจากปาก พร้อมกับร้องเสียงหลงว่า กินได้ยังไง ...ขี้จิ้งจก
ฉันชอบเดิน มือของพ่อที่ฉันเกาะทั้งสองข้าง พาฉันเดินวนไปรอบบ้าน ริมชายคลอง ข้างคันนา และในพงหญ้า ไว้ฉันสามารถเดินได้ด้วยตัวเองเมื่อไหร่พ่อคงจะดีใจที่ไม่ต้องให้ฉันเกาะ แต่ก็ได้ยินแต่เสียงรำพึงจากแม่เบาๆ ว่าถ้าฉันเดินได้คงป่วนกันล่ะนะเพราะเท่านี้ก็จะจับไม่ทันกันซะแล้ว
หลายครั้งที่แก้มเห็นแม่บอกพ่อให้กลับมาอยู่บ้าน พ่อมักบอกว่ามันเดินทางไกล แม่บอกให้พ่อทำงานใกล้ๆ พ่อมักจะบอกว่าไม่มั่นคง แม่ถามว่าพ่อรักแม่กับแก้มไหม พ่อตอบอย่างไวว่ารักแน่นอน
พ่อมักวาดฝันถึงอนาคตให้แก้มกับแม่ฟังเสมอ พ่อเล่าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข พ่อสัญญากับแม่และแก้มว่าจะมาอยู่บ้านโดยจะเก็บเงินซื้อรถ แม่ฟังแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
แก้มเข้าใจและแก้มก็เชื่อพ่อ เพราะพ่อไม่เคยโกหกแก้ม
แก้มไม่รู้หรอกว่าเวลาที่แม่ให้เคยนับให้แก้มฟัง เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี มันยาวนานเท่าไหร่
แต่แม้มันจะนานสักเท่าไร
แก้มก็จะรอ...