หลากหลายเรื่องราวที่ผมเขียนหรือบันทึกมักจะขาดหายไปสำหรับคำว่าพ่อ อาจจะมีหลายคำถามที่หลายคนกล้าถามและไม่กล้าที่จะถาม ว่าพ่อผมไปไหน แต่ถึงจะถามหรือไม่ถามผมเองก็อยากจะบอกว่าจริงๆแล้ว คำพูดว่าพ่อยังคงมีอยู่ แต่คำเรียกพ่อนั้น หายไปตั้งแต่ผมอายุได้เพียงเจ็ดขวบเท่านั้นเอง
วันนี้ผมรู้สึกดีใจเป็นพิเศษ เมื่อแม่บอกว่าจะพาไปเยี่ยมพ่อที่นครนายก ซึ่งพ่อเป็นทหารและพักอยู่ที่นั่น พ่อเคยเล่าว่าที่พ่อไปฝึกจะมีทั้งเครื่องบินและรถถังให้ผมดู บางทีอาจจะพาผมนั่งเล่นในรถถังด้วย ผมดีใจมาก หลังจากนั้นไม่กี่วันผมก็ออกเดินทางพร้อมกับแม่ไปยังจังหวัดนครนายก ไปยังหอพักของพ่อ ผมดีใจที่สุดที่อยู่พร้อมกับแม่และพ่อ เพราะนานๆครั้งที่พ่อผมจะได้กลับบ้านสักครั้งหนึ่ง ชีวิตส่วนใหญ่ผมจึงขลุกอยู่กับแม่ซะมากกว่า
แม่บอกว่าจะมาอยู่กับพ่อประมาณสามสี่วันแล้วจะกลับ ระหว่างที่อยู่ที่นี่แม่ให้ผมบันทึกสิ่งที่ทำในแต่ละวันลงบนสมุกปกแข็งสีน้ำเงินเล่มหนึ่งซึ่งเป็นสมุดที่ใช้สำหรับทำบัญชี ผมบันทึกเรื่องราวตลอดหลายวันลงบนกระดาษด้วยดินสอ รอยยางลบติดอยู่ประปรายเมื่อแม่ให้ผมอ่านให้ฟังและเห็นว่าผมเขียนผิด
ห้องพักของพ่อเป็นห้องเล็กๆ ตรงประตูมีมุ้งลวดปิดทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันยุงด้านในเป็นห้องโล่งมีเตียงวางอยู่ด้านซ้ายมือ โต๊ะไม้เขียนหนังสืออยู่ติดกับบานเกล็ดด้านหน้ามีโคมไฟเล็กๆตั้งอยู่ ด้านในแบ่งเป็นอีกสองห้องเล็กๆ มีห้องนอนและอีกห้องซึ่งยังว่างอยู่ ตอนกินข้าวช่วงกลางห้องจะถูกแทนที่ด้วยโต๊ะสี่ขาเล็กๆ มีกับข้าวตั้งอยู่ด้านบนผมแม่และพ่อนั่งกินคนละมุม มีขันใส่น้ำผลัดกันกินหนึ่งใบ ห้องน้ำอยู่ทางด้านขวามือมีฝักบัวและอ่างอาบน้ำอันใหญ่
พ่อพาผมกับแม่ไปแนะนำกับคนที่อยู่ในตึกเดียวกัน ทำให้ผมรู้จักกับเพื่อนผู้หญิงสองคนชื่อ ปุ๊กและเป้ เราวิ่งเล่นกันจนสนิทเหมือนเป็นเพื่อนกันมานาน ปุ๊กเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะท้วมส่วนเป้เป็นผู้หญิงที่ผอมกว่า ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน เราสามคนอาบน้ำด้วยกันในห้องน้ำที่ห้องพักของพ่อ เล่นกันจนเปียกปอนไปทั่วห้อง
ตอนกลางวันพ่อจะพาผมกับแม่ไปวัดและสถานที่ต่างๆที่อยู่ใกล้กับที่พักของพ่อ ไปดูลิง ไปซื้อขนม ไปดูรถถัง และเครื่องบิน ผมรู้สึกสนุกที่ได้เที่ยวพร้อมกันกับแม่และพ่อ ถ้าพวกพี่ๆของผมมาด้วยกันคงจะสนุกยิ่งขึ้น
เย็นวันหนึ่งหลังจากที่ผมไปเที่ยวกับพ่อและแม่ พ่อได้เข้าโรงพยาบาล โดยมีลุงกับป้าที่อยู่ตึกเดียวกันพาไปส่ง แม่พาผมไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาล เราเดินหาพ่อกันในโรงพยาบาล พ่อนอนอยู่บนเตียง พยาบาลบอกให้เรามากันอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเลยเวลาเยี่ยม ถึงตอนเย็นแม่พาผมกลับไปห้องพักของพ่อ
คืนนั้นผมนั่งบนเก้าอี้ไม้หน้าโต๊ะทำงานของพ่อ ลงมือเขียนบันทึกประจำวันลงบนสมุดปกแข็ง ต่างจากทุกครั้งที่จะมีแม่มานั่งคอยดูผมเขียนอยู่ใกล้ๆ แม่ดูไม่ค่อยมีความสุข ผมเองก็รู้สึกไม่ค่อยมีความสุข บันทึกของวันนั้นจึงสั้นกว่าทุกๆวัน
เช้าวันนี้ผมออกไปโรงพยาบาลกับแม่ แม่ถามพยาบาลว่าพ่ออยู่ที่ห้องไหน พยาบาลตอบกลับมาว่าอยู่ในห้องไอซียู ผมเห็นแม่ร้อนรนเดินไปมาอยู่แถวด้านหน้าโรงพยาบาล พยาบาลไม่ให้แม่เข้าไปด้านใน สักพักใหญ่พยาบาลออกมาบอกว่าพ่อของเรา…ตายแล้ว..
แม่ร้องไห้
ผมไม่ได้เห็นน้ำตาของแม่บ่อยนัก ผมสงสารแม่ แม่จูงมือผมออกมาจากหน้าโรงพยาบาลบอกว่าจะกลับไปบอกลุงกับป้าให้พาพ่อของเรากลับบ้าน
ผมหันกลับไปมองโรงพยาบาล ดูดน้ำลายในปากรู้สึกถึงรสเค็มปะแล่มภายใน ผมบ้วนน้ำลายออกมามีเลือดปะปนไปกับน้ำลายที่พื้น ผมเรียกให้แม่ดู กองน้ำลายปนเลือด แม่มองดูแล้วบอกว่าไม่เป็นไรหรอก จากนั้นจึงพาผมกลับไปที่ห้องของพ่ออีกครั้ง
สมุดบันทึกของเรื่องราวในวันนี้ว่างเปล่า
ผมนอนหนุนตักแม่ไปบนรถกระบะคันหนึ่งที่วิ่งตรงไปยังบ้านของเราที่ราชบุรี ผมมองไปยังตึกและห้องที่ผมนอนเล่นอยู่กับพ่อและแม่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมคงจะไม่ได้กลับมาอีก ท้องฟ้ามืดครึ้มลง ผมมีเรื่องเล่ามากมายที่จะเล่าให้กับแม่คุณ และพี่ๆของผมที่อยู่ราชบุรีฟัง ก่อนจะหลับไปบนตักของแม่ด้วยความอ่อนเพลีย หยดน้ำตาใสๆ ของแม่
หยดลงไป
บนแก้มของผม....
*******
พ่อผมเสียชีวิต ด้วยโรคพิษสุนัขบ้า
พ่อเป็นทหารยศสุดท้ายของพ่อ คือ จ่าสิบเอก
สมุดบันทึกปกแข็งสีน้ำเงินเล่มนั้นยังเก็บอยู่ที่ผมตลอด
ของเล่นชิ้นสุดท้ายที่ได้จากพ่อ คือ ชุดยิงเป้าพร้อมคันธนู
)เมื่อนึกย้อนกลับไปวันที่เศร้ามันก็เป็นความทรงจำหนึ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งและบางทีก็มีความสุขจากความผูกพันเจือจางอยู่ในเรื่องราวต่างๆ บ้างนะครับ