แสงวูบวาบที่ปลายถนนทำเอาใจผมสั่นไหวเมื่อเหลียวหันกลับไปมอง ท้องฟ้าดำทะมึนยามค่ำคืนมีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่ส่องสว่างเพียงเล็กน้อย ทำให้หนทางของการเดินย่ำในค่ำคืนนี้แลดูขมุกขมัวไปหมด เสียงฝ่าเท้ากระทบเศษใบอ้อยด้านล่างแม้เพียงเบาๆ แต่ก็ทำให้มันดังเด่นขึ้นมาได้อย่างประหลาดในยามราตรี
ผมขยับตัวเสื้อแขนยาวให้รัดตัวยิ่งขึ้น มันเป็นเสื้อเรียน ร.ด. ของพีเจี๊ยบที่ปลดระวางมานานแล้ว ตามตัวเสื้อมีรอยขาดอยู่หลายแห่ง หมวกใบเล็กสีน้ำเงินบนหัวเริ่มเข้มขึ้นเนื่องจากความชื้นของน้ำค้างที่โปรยปรายมาจากเบื้องบน กางเกงขายาวถูกพับปลายขึ้นมาเป็นก้อนนูนกองอยู่ที่ปลายเท้า แสงจากไฟฉายขนาดถ่านสามท่อนกวาดไปบนพื้นใบอ้อยสีน้ำตาลและบางคราวก็กวาดฉายไปบนลำของต้นอ้อย
“กรอบ แกรบ” เสียงดังมาจากด้านหลัง
”เสียงอะไรน่ะ” ผมผลีพลามพูด สองมือเกาะชายเสื้อของพี่เจี๊ยบที่เดินอยู่ด้านหน้าเสียแน่น
”บอกกี่ทีแล้วอย่าไปทัก!!” เสียงพี่เจี๊ยบดุผม
ผมก้มหน้านิ่งทำตาเศร้า ฉายไฟฉายไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงดัง พี่เจี๊ยบมองตามไปยังกออ้อยที่ผมฉายไฟ ไม่ได้พูดอะไรแต่หันมาบอกให้ผมเดินนำหน้าไปแทน ลำไฟฉายสีส้มสองเส้นกวาดตวัดไปมาบนทุ่งอ้อย
“คราวหน้าถ้ามีเสียงอะไรดังไม่ต้องไปทัก รู้เปล่า” พี่เจี๊ยบพูดขณะเดินอยู่ด้านหลัง
”ครับ”
”ถ้าใครเขาปล่อยของอะไรมาเดี๋ยวก็เข้าตัวกันพอดี”
”ครับ”
”แล้วตะกรุดผูกแน่นหรือเปล่า”
ผมสอดมือเข้าไปใต้เสื้อคลำดูที่เอว ปมเชือกของตะกรุดที่รัดเอวเอาไว้ยังแน่นอยู่เป็นปมใหญ่
”แน่นครับ” ผมตอบ
ตะกรุดเชือกเส้นนี้เป็นของเกจิใดผมก็ไม่อาจทราบได้ เป็นเชือกถักขนาดใหญ่พันทับไปบนแผ่นเหล็กที่จารอักษรขอมพร้อมม้วนเป็นแท่งกลมเรียกว่าตะกรุด ที่ปลายจะถูกหุ้มด้วยยาชันสี ทุกครั้งที่ผมออกมาในไร่หรือในนาที่รกๆ แม่มักจะให้ผมคาดตะกรุดไปด้วยเสมอ นัยว่าเพื่อจะป้องกันสัตว์ร้าย อสรพิษต่างๆ รวมทั้งสิ่งอัปมงคลที่มองไม่เห็น
ผมกับพี่เจี๊ยบเดินผ่านเข้าไปในไร่อ้อยสักพัก ก็มาหยุดพักตรงลานกว้างจุดหนึ่งซึ่งเป็นบริเวณที่เขาได้ตัดอ้อยไปแล้วเหลือเพียงตอสั้นๆที่ถูกปกคลุมด้วยใบอ้อยเต็มไปหมด พี่เจี๊ยบหยิบน้ำในย่ามขึ้นมาให้ผมดื่ม ไม่นานนักก็เริ่มลุกขึ้นเพื่อไปดูกับดักที่เราดักสัตว์เอาไว้
พี่เจี๊ยบฉายไฟไปตามใบอ้อยเพื่อหาสัญลักษณ์ที่ได้ทำไว้สำหรับวางด้วงและกรงดักหนูเมื่อตอนเย็น สัญลักษณ์ที่ว่าคือการขมวดเอาปลายอ้อยมาม้วนเป็นปมใหญ่ เมื่อพบแล้วก็บอกให้ผมวิ่งเข้าไปดูกับดักที่ทำไว้ ถ้าคันไม้ของด้วงไม้ไผ่ดีดขึ้นก็แสดงว่ามีหนูเข้ามากินเหยื่อที่ล่อไว้ บางครั้งติดบ่วงก็ถอดออกมาแล้วก็ทำกับดักเพื่อดักตัวต่อไป ถ้าปกติก็จะไปดูกับดักที่วางไว้จุดอื่นๆ
เราดูกับดักกันได้ประมาณสิบกว่าจุดก็มานั่งพักกันที่เดิม เสียงใบอ้อยกรอบแกรบดังมาจากด้านหลังของผมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มองเห็นลางๆว่าเป็นชายสองคนที่เดินตะคุ่มเข้ามา ผมเรียกให้พี่เจี๊ยบดู
“ว่าไงได้เปล่า” พี่เจี๊ยบร้องทัก
”สามตัว” เสียงจากเงาตะคุ่มตอบกลับ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ แสงจันทร์ยามค่ำคืนสาดส่องให้มองชัดขึ้น
พี่โดมกับพี่ไกรนั่นเอง
“แล้วได้กี่ตัว” พี่ไกรหันมาถามทางผม
”สองตัวครับ” ผมตอบพี่ไกรยกหางหนูสองตัวขึ้น
เราสี่คนนั่งอยู่บนทุ่งอ้อยที่เป็นลานโล่ง พี่โดมมวนใบจากที่ติดตัวมาสูบขึ้น ปลายแดงสว่างวูบวาบเป็นจังหวะ พี่เจี๊ยบจุดเทียนแท่งโตตั้งบนพื้นแทนแสงสว่างจากไฟฉายที่เปิดค้างไว้ พี่ไกรนอนหงายไปบนพื้นเอาหมวกปิดหน้า มีเพียงผ้าขาวม้าผืนเก่าวางรองทับไว้ที่พื้นกันเศษใบอ้อยทิ่มขึ้นมา พี่เจี๊ยบหยิบเอาเศษขี้ไต้ในย่ามมาย่างไฟ กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาจากขี้ไต้ ก่อนจะบิให้เป็นเศษเล็กๆลงไปในถุงข้าวสารที่ใช้เป็นเหยื่อในการดักหนู เสียงจิ้งหรีดกินน้ำค้างบนใบอ้อยร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ
“ไม่พาไอเกินมันไปดูกระสือสักหน่อยวะ” เสียงพี่โดมเอ่ยขึ้น ควันจากมวนใบจากลอยออกจากปากเป็นสาย
”….อ๋อ ที่นั่นน่ะเหรอ ฮ่า..ๆ ได้สิเดี๋ยวพาไป” พี่เจี๊ยบเงียบไปสักพักก่อนพูดเพราะนึกอะไรขึ้นได้
ผมหันไปมองพี่ชายทั้งสองด้วยความแปลกใจ ด้วยความอยากรู้จึงถามกลับ
”ที่ไหนพี่เจี๊ยบ”
”ริมคลองโน่น เดี๋ยวพาไปดู” พี่เจี๊ยบชี้ไปยังปลายคลองใกล้ๆกับคลองหลุมระเบิด ที่เล่ากันว่าตอนที่เกิดสงคราม เครื่องบินได้บินมาทิ้งระเบิดเอาไว้จนกลายเป็นลำคลองจวบจนปัจจุบัน
เรานั่งพักกันอยู่ไม่นานนัก พี่โดมก็ชวนให้ออกไปดูกับดักกันอีกครั้ง
”เกินไปกับพี่เปล่า” พี่โดมชวน
”ไปครับ”
”เออ งั้นไกรไปกับข้าละกัน” พี่เจี๊ยบหันไปพูดกับพี่ไกร
”ไป.”
เราสี่คนเดินแยกกันไปดูกับดักที่ดักกันไว้อีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมเดินไปกับพี่โดมส่วนพี่เจี๊ยบเดินคู่ไปกับพี่ไกร กับดักส่วนใหญ่ของพี่โดมจะเป็นกรงดักหนูดังนั้นเมื่อกรงใดมีหนูเข้าไปติดกับ นั่นก็นับว่าจะต้องมีการนำหนูออกมาโดยวิธีที่ค่อนข้างจะทรมาน
เพียงกรงแรกที่เดินดูแล้วมีหนูติดกรงอยู่ ก็ทำให้ผมไม่อยากจะเดินดูกรงต่อไป
”ฉายไฟฉายให้มันดีๆหน่อยสิ” พี่โดมหันมาดุผม ขณะที่กำลังยกกรงหนูออกมาแล้วผมหันปากกระบอกไฟฉายไปอีกทาง
หนูตัวใหญ่ขนสีน้ำตาลของมันพองฟูตั้งชัน ทำให้ดูเหมือนตัวใหญ่เกือบเต็มกรง ขาของมันปีนป่ายอยู่ในกรงเพื่อหาทางออก ปากเรียวแหลมของมันโชว์ฟันหน้าใหญ่สีเหลืองสองซี่ ร่องเหงือกล่างและบนเต็มไปด้วยเลือดจากการกัดแทะกรงที่กักขังมัน สายตาดำโตมองมาด้านนอกอย่างอาฆาตแค้น
“หยิบลวดให้พี่หน่อย” พี่โดมพูด
ผมล้วงมือไปไปย่ามหยิบเอาลวดเส้นเล็กยาวประมาณศอกหนึ่งให้พี่โดม แล้วจึงฉายไฟไปที่กรงดักหนูมองดูชะตากรรมของหนูตัวน้อย
พี่โดมยกกรงขึ้นมาเขย่าอย่างแรงไปทางซ้ายและขวาหลายที ก่อนจะวางกรงลง เจ้าหนูในกรงดูเซื่องๆ มึนไปด้วยแรงเขย่า ขาของมันสั่นริก ฟองน้ำลายปนเลือดออกมาเต็มปากและจมูก พี่โดมคล้องลวดเป็นบ่วงเข้าไปในกรงและค่อยๆเขย่ากรงไล่หนูให้หันหัวเข้าบ่วงของลวด ไม่นานนักหนูก็หันหัวเข้าไปในบ่วงด้วยความมึนงง
ฉับพลันนั้นพี่โดมก็ดึงลวดขึ้นทันที ลวดขึงไปบนลำคอของหนูติดกับขอบกรง สี่ขาปีนป่ายหาอากาศเข้าลำคออย่างทุลักทุเล เสียงฟึดฟัดจากปากและจมูกทำให้เลือดและฟองน้ำลายกระเด็นไปทั่ว พี่โดมเร่งดึงลวดให้รัดแน่นขึ้นจนเส้นเลือดบนมือปูดโปน ผมฉายไฟไปบนกรงแต่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“เรียบร้อย..” พี่โดมคลายมือจากเส้นลวดที่รัดจนเห็นเป็นรอยแดง
”เอ่า เก็บหนูใส่ย่ามไว้” พี่โดมยื่นกรงให้ผม
ผมหยิบกรงหนูมาจากพี่โดม เปิดฝากรงซึ่งทำเป็นคานพับเพื่อไม่ให้หนูออกไปได้หลังเข้าไปกินเหยื่อ ค่อยๆ หยิบเอาตัวหนูออกมา ร่างกายของมันดูอุ่นๆ เพราะพึ่งผ่านความน่ากลัวก่อนการตายมาอย่างหมาดๆ ผมไม่ค่อยชอบการดักหนูด้วยวิธีใช้กรงเลย เนื่องจากจะต้องมาทำการประหารชีวิตของมันอีกครั้ง แต่ถ้าเป็นด้วงดักหนูที่ทำด้วยไม้ไผ่ เวลาไปพบว่ามันดักติดหนูก็มักจะพบว่าหนูได้สิ้นชีวิตจากการถูกรัดคอไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามจุดจบของพวกมันก็เหมือนกัน
สิ้นสุดการดูหนูในรอบที่สองเราทั้งสี่คนก็มานั่งพักเตรียมตัวกลับ เพราะจะต้องเดินลัดทุ่งหญ้าคาออกไปทางชายคลองเพื่อขับมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน
“ไหนพี่โดมบอกจะพาเกินไปดูกระสือ” ผมท้วงขณะกำลังเก็บของจะเดินกลับ
”เอ่อ ลืมไป ไปสิ” พี่โดมพยักหน้าให้พี่เจี๊ยบ
พี่เจี๊ยบหยิบหนูทั้งหมดใส่ย่าม ถือมีดพร้าในมือขวา อีกมือถือไฟฉายส่องไปมา พี่ไกรปัดแข้งขาจากเศษใบอ้อยที่ติดตัว เรามุ่งหน้าไปยังริมคลองที่พี่โดมชี้บอกในตอนแรก
“พี่โดมไม่กลัวเหรอ” ผมถามเมื่อรู้สึกว่าเริ่มเดินใกล้คลองไปเรื่อยๆ
”จะไปกลัวทำไม มากันตั้งเยอะแยะ”
”ฮึๆ..” พี่เจี๊ยบหัวเราะในลำคอ
“เดี๋ยว!” พี่เจี๊ยบดึงข้อมือผมและชี้นิ้วไปยังริมคลอง
”เห็นไฟนั่นรึเปล่า”
ผมหรี่ตาเพ่งมองไปในความมืด แสงสว่างเพียงนิดเดียวก็สามารถมองเห็นได้ในคืนที่ค่อนข้างมืดเช่นนี้ แสงสว่างสีเขียวเรืองๆ มันวูบวาบ สว่างและหายสลับกันไปในความมืด ผมจับชายเสื้อพี่เจี๊ยบแน่น
“พี่เจี๊ยบกลับเหอะ” ผมดึงชายเสื้อพี่เจี๊ยบเพื่อชวนกลับ
”เดี๋ยวสิ ยังเห็นไม่ชัดเลย” พี่โดมตอบแทน
“นอนไม่หลับแน่ไอน้องเกิน” เสียงพี่ไกรขู่ผม สำทับให้เกิดความกลัวมากขึ้น
ใจหนึ่งผมก็กลัวที่จะเข้าไป แต่อีกใจก็อยากจะไปมองดูให้เห็นว่ากระสือที่เห็นในทีวีกับของจริงมันจะต่างกันอย่างไร บรรดาพี่ๆผมคงไม่ปล่อยให้น้องชายอย่างผมต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้ากระสือหรอกนะ ผมได้เพียงแต่คิดในใจและก้าวเดินตามพี่ชายไปติดๆ
ใกล้ถึงฝั่งคลองที่ผมเห็นแสงไฟวับแวบ ความกลัวของผมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และก็สลายหายไปในบัดดลเมื่อไปพบกับต้นตอของแสงสว่างที่พี่ชายบอกว่าเป็นกระสือ
“หิ่งห้อย” ผมตะโกน
”ฮ่า..ๆ” เสียงหัวเราะจากพี่ๆทั้งสามคนดีใจ ที่หลอกผมได้
ผมวิ่งไล่จับหิ่งห้อยที่ริมคลอง ที่ก้นของมันส่องแสงเหลืองทองติดดับสลับไปเรื่อย จำนวนของมันมีเป็นหลักร้อยจนอาจเป็นพันตัว บินกันจนเห็นพื้นด้านล่างสว่างตา ไม่แปลกที่มองไกลออกไปจะเห็นเป็นกลุ่มก้อนของแสงที่สว่างติดๆดับๆ จนพาลคิดเห็นเป็นสิ่งอื่น
พี่เจี๊ยบนั่งพักมวนใบจากให้พี่โดมที่กำลังยืนยืดเส้นสายไปมา สายลมเย็นๆ พัดมาจากทุ่งอ้อย ผมขยับเสื้อให้ชิดตัวมากขึ้น ได้ยินเสียงครวญเพลงเบาๆจากพี่ไกรประสานเสียงเขียดริมคลอง กลุ่มหิ่งห้อยยังคงบินว่อนส่องแสงแข่งกับจันทร์เบื้องบน....
ภาษายังดีเหมือนเดิมนะคะ