2008/Sep/03

 

แสงวูบวาบที่ปลายถนนทำเอาใจผมสั่นไหวเมื่อเหลียวหันกลับไปมอง ท้องฟ้าดำทะมึนยามค่ำคืนมีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่ส่องสว่างเพียงเล็กน้อย ทำให้หนทางของการเดินย่ำในค่ำคืนนี้แลดูขมุกขมัวไปหมด เสียงฝ่าเท้ากระทบเศษใบอ้อยด้านล่างแม้เพียงเบาๆ แต่ก็ทำให้มันดังเด่นขึ้นมาได้อย่างประหลาดในยามราตรี

ผมขยับตัวเสื้อแขนยาวให้รัดตัวยิ่งขึ้น มันเป็นเสื้อเรียน ร.ด. ของพีเจี๊ยบที่ปลดระวางมานานแล้ว ตามตัวเสื้อมีรอยขาดอยู่หลายแห่ง หมวกใบเล็กสีน้ำเงินบนหัวเริ่มเข้มขึ้นเนื่องจากความชื้นของน้ำค้างที่โปรยปรายมาจากเบื้องบน กางเกงขายาวถูกพับปลายขึ้นมาเป็นก้อนนูนกองอยู่ที่ปลายเท้า แสงจากไฟฉายขนาดถ่านสามท่อนกวาดไปบนพื้นใบอ้อยสีน้ำตาลและบางคราวก็กวาดฉายไปบนลำของต้นอ้อย

กรอบ แกรบ เสียงดังมาจากด้านหลัง
เสียงอะไรน่ะ
ผมผลีพลามพูด สองมือเกาะชายเสื้อของพี่เจี๊ยบที่เดินอยู่ด้านหน้าเสียแน่น
บอกกี่ทีแล้วอย่าไปทัก!!” เสียงพี่เจี๊ยบดุผม

ผมก้มหน้านิ่งทำตาเศร้า ฉายไฟฉายไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงดัง พี่เจี๊ยบมองตามไปยังกออ้อยที่ผมฉายไฟ ไม่ได้พูดอะไรแต่หันมาบอกให้ผมเดินนำหน้าไปแทน ลำไฟฉายสีส้มสองเส้นกวาดตวัดไปมาบนทุ่งอ้อย

คราวหน้าถ้ามีเสียงอะไรดังไม่ต้องไปทัก รู้เปล่า พี่เจี๊ยบพูดขณะเดินอยู่ด้านหลัง
ครับ

ถ้าใครเขาปล่อยของอะไรมาเดี๋ยวก็เข้าตัวกันพอดี
ครับ
แล้วตะกรุดผูกแน่นหรือเปล่า

ผมสอดมือเข้าไปใต้เสื้อคลำดูที่เอว ปมเชือกของตะกรุดที่รัดเอวเอาไว้ยังแน่นอยู่เป็นปมใหญ่
แน่นครับ ผมตอบ

ตะกรุดเชือกเส้นนี้เป็นของเกจิใดผมก็ไม่อาจทราบได้ เป็นเชือกถักขนาดใหญ่พันทับไปบนแผ่นเหล็กที่จารอักษรขอมพร้อมม้วนเป็นแท่งกลมเรียกว่าตะกรุด ที่ปลายจะถูกหุ้มด้วยยาชันสี ทุกครั้งที่ผมออกมาในไร่หรือในนาที่รกๆ แม่มักจะให้ผมคาดตะกรุดไปด้วยเสมอ นัยว่าเพื่อจะป้องกันสัตว์ร้าย อสรพิษต่างๆ รวมทั้งสิ่งอัปมงคลที่มองไม่เห็น

ผมกับพี่เจี๊ยบเดินผ่านเข้าไปในไร่อ้อยสักพัก ก็มาหยุดพักตรงลานกว้างจุดหนึ่งซึ่งเป็นบริเวณที่เขาได้ตัดอ้อยไปแล้วเหลือเพียงตอสั้นๆที่ถูกปกคลุมด้วยใบอ้อยเต็มไปหมด พี่เจี๊ยบหยิบน้ำในย่ามขึ้นมาให้ผมดื่ม ไม่นานนักก็เริ่มลุกขึ้นเพื่อไปดูกับดักที่เราดักสัตว์เอาไว้

พี่เจี๊ยบฉายไฟไปตามใบอ้อยเพื่อหาสัญลักษณ์ที่ได้ทำไว้สำหรับวางด้วงและกรงดักหนูเมื่อตอนเย็น สัญลักษณ์ที่ว่าคือการขมวดเอาปลายอ้อยมาม้วนเป็นปมใหญ่ เมื่อพบแล้วก็บอกให้ผมวิ่งเข้าไปดูกับดักที่ทำไว้ ถ้าคันไม้ของด้วงไม้ไผ่ดีดขึ้นก็แสดงว่ามีหนูเข้ามากินเหยื่อที่ล่อไว้ บางครั้งติดบ่วงก็ถอดออกมาแล้วก็ทำกับดักเพื่อดักตัวต่อไป ถ้าปกติก็จะไปดูกับดักที่วางไว้จุดอื่นๆ

เราดูกับดักกันได้ประมาณสิบกว่าจุดก็มานั่งพักกันที่เดิม เสียงใบอ้อยกรอบแกรบดังมาจากด้านหลังของผมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มองเห็นลางๆว่าเป็นชายสองคนที่เดินตะคุ่มเข้ามา ผมเรียกให้พี่เจี๊ยบดู

ว่าไงได้เปล่า พี่เจี๊ยบร้องทัก
สามตัว เสียงจากเงาตะคุ่มตอบกลับ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ แสงจันทร์ยามค่ำคืนสาดส่องให้มองชัดขึ้น

พี่โดมกับพี่ไกรนั่นเอง

แล้วได้กี่ตัว พี่ไกรหันมาถามทางผม
สองตัวครับ ผมตอบพี่ไกรยกหางหนูสองตัวขึ้น

เราสี่คนนั่งอยู่บนทุ่งอ้อยที่เป็นลานโล่ง พี่โดมมวนใบจากที่ติดตัวมาสูบขึ้น ปลายแดงสว่างวูบวาบเป็นจังหวะ พี่เจี๊ยบจุดเทียนแท่งโตตั้งบนพื้นแทนแสงสว่างจากไฟฉายที่เปิดค้างไว้ พี่ไกรนอนหงายไปบนพื้นเอาหมวกปิดหน้า มีเพียงผ้าขาวม้าผืนเก่าวางรองทับไว้ที่พื้นกันเศษใบอ้อยทิ่มขึ้นมา พี่เจี๊ยบหยิบเอาเศษขี้ไต้ในย่ามมาย่างไฟ กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาจากขี้ไต้ ก่อนจะบิให้เป็นเศษเล็กๆลงไปในถุงข้าวสารที่ใช้เป็นเหยื่อในการดักหนู เสียงจิ้งหรีดกินน้ำค้างบนใบอ้อยร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ

ไม่พาไอเกินมันไปดูกระสือสักหน่อยวะ เสียงพี่โดมเอ่ยขึ้น ควันจากมวนใบจากลอยออกจากปากเป็นสาย
”….อ๋อ ที่นั่นน่ะเหรอ ฮ่า..ๆ ได้สิเดี๋ยวพาไป พี่เจี๊ยบเงียบไปสักพักก่อนพูดเพราะนึกอะไรขึ้นได้

ผมหันไปมองพี่ชายทั้งสองด้วยความแปลกใจ ด้วยความอยากรู้จึงถามกลับ
ที่ไหนพี่เจี๊ยบ
ริมคลองโน่น เดี๋ยวพาไปดู พี่เจี๊ยบชี้ไปยังปลายคลองใกล้ๆกับคลองหลุมระเบิด ที่เล่ากันว่าตอนที่เกิดสงคราม เครื่องบินได้บินมาทิ้งระเบิดเอาไว้จนกลายเป็นลำคลองจวบจนปัจจุบัน

เรานั่งพักกันอยู่ไม่นานนัก พี่โดมก็ชวนให้ออกไปดูกับดักกันอีกครั้ง
เกินไปกับพี่เปล่า พี่โดมชวน
ไปครับ

เออ งั้นไกรไปกับข้าละกัน พี่เจี๊ยบหันไปพูดกับพี่ไกร
ไป.”

เราสี่คนเดินแยกกันไปดูกับดักที่ดักกันไว้อีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมเดินไปกับพี่โดมส่วนพี่เจี๊ยบเดินคู่ไปกับพี่ไกร กับดักส่วนใหญ่ของพี่โดมจะเป็นกรงดักหนูดังนั้นเมื่อกรงใดมีหนูเข้าไปติดกับ นั่นก็นับว่าจะต้องมีการนำหนูออกมาโดยวิธีที่ค่อนข้างจะทรมาน

เพียงกรงแรกที่เดินดูแล้วมีหนูติดกรงอยู่ ก็ทำให้ผมไม่อยากจะเดินดูกรงต่อไป
ฉายไฟฉายให้มันดีๆหน่อยสิ พี่โดมหันมาดุผม ขณะที่กำลังยกกรงหนูออกมาแล้วผมหันปากกระบอกไฟฉายไปอีกทาง

หนูตัวใหญ่ขนสีน้ำตาลของมันพองฟูตั้งชัน ทำให้ดูเหมือนตัวใหญ่เกือบเต็มกรง ขาของมันปีนป่ายอยู่ในกรงเพื่อหาทางออก ปากเรียวแหลมของมันโชว์ฟันหน้าใหญ่สีเหลืองสองซี่ ร่องเหงือกล่างและบนเต็มไปด้วยเลือดจากการกัดแทะกรงที่กักขังมัน สายตาดำโตมองมาด้านนอกอย่างอาฆาตแค้น

หยิบลวดให้พี่หน่อย พี่โดมพูด
ผมล้วงมือไปไปย่ามหยิบเอาลวดเส้นเล็กยาวประมาณศอกหนึ่งให้พี่โดม แล้วจึงฉายไฟไปที่กรงดักหนูมองดูชะตากรรมของหนูตัวน้อย

พี่โดมยกกรงขึ้นมาเขย่าอย่างแรงไปทางซ้ายและขวาหลายที ก่อนจะวางกรงลง เจ้าหนูในกรงดูเซื่องๆ มึนไปด้วยแรงเขย่า ขาของมันสั่นริก ฟองน้ำลายปนเลือดออกมาเต็มปากและจมูก พี่โดมคล้องลวดเป็นบ่วงเข้าไปในกรงและค่อยๆเขย่ากรงไล่หนูให้หันหัวเข้าบ่วงของลวด ไม่นานนักหนูก็หันหัวเข้าไปในบ่วงด้วยความมึนงง

ฉับพลันนั้นพี่โดมก็ดึงลวดขึ้นทันที ลวดขึงไปบนลำคอของหนูติดกับขอบกรง สี่ขาปีนป่ายหาอากาศเข้าลำคออย่างทุลักทุเล เสียงฟึดฟัดจากปากและจมูกทำให้เลือดและฟองน้ำลายกระเด็นไปทั่ว พี่โดมเร่งดึงลวดให้รัดแน่นขึ้นจนเส้นเลือดบนมือปูดโปน ผมฉายไฟไปบนกรงแต่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น

เรียบร้อย.. พี่โดมคลายมือจากเส้นลวดที่รัดจนเห็นเป็นรอยแดง
เอ่า เก็บหนูใส่ย่ามไว้
  พี่โดมยื่นกรงให้ผม

ผมหยิบกรงหนูมาจากพี่โดม เปิดฝากรงซึ่งทำเป็นคานพับเพื่อไม่ให้หนูออกไปได้หลังเข้าไปกินเหยื่อ ค่อยๆ หยิบเอาตัวหนูออกมา ร่างกายของมันดูอุ่นๆ เพราะพึ่งผ่านความน่ากลัวก่อนการตายมาอย่างหมาดๆ ผมไม่ค่อยชอบการดักหนูด้วยวิธีใช้กรงเลย เนื่องจากจะต้องมาทำการประหารชีวิตของมันอีกครั้ง แต่ถ้าเป็นด้วงดักหนูที่ทำด้วยไม้ไผ่ เวลาไปพบว่ามันดักติดหนูก็มักจะพบว่าหนูได้สิ้นชีวิตจากการถูกรัดคอไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามจุดจบของพวกมันก็เหมือนกัน

สิ้นสุดการดูหนูในรอบที่สองเราทั้งสี่คนก็มานั่งพักเตรียมตัวกลับ เพราะจะต้องเดินลัดทุ่งหญ้าคาออกไปทางชายคลองเพื่อขับมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน

ไหนพี่โดมบอกจะพาเกินไปดูกระสือ ผมท้วงขณะกำลังเก็บของจะเดินกลับ
เอ่อ ลืมไป ไปสิ
  พี่โดมพยักหน้าให้พี่เจี๊ยบ
พี่เจี๊ยบหยิบหนูทั้งหมดใส่ย่าม ถือมีดพร้าในมือขวา อีกมือถือไฟฉายส่องไปมา พี่ไกรปัดแข้งขาจากเศษใบอ้อยที่ติดตัว เรามุ่งหน้าไปยังริมคลองที่พี่โดมชี้บอกในตอนแรก

พี่โดมไม่กลัวเหรอ ผมถามเมื่อรู้สึกว่าเริ่มเดินใกล้คลองไปเรื่อยๆ
จะไปกลัวทำไม มากันตั้งเยอะแยะ

ฮึๆ.. พี่เจี๊ยบหัวเราะในลำคอ

เดี๋ยว!” พี่เจี๊ยบดึงข้อมือผมและชี้นิ้วไปยังริมคลอง
เห็นไฟนั่นรึเปล่า

ผมหรี่ตาเพ่งมองไปในความมืด แสงสว่างเพียงนิดเดียวก็สามารถมองเห็นได้ในคืนที่ค่อนข้างมืดเช่นนี้ แสงสว่างสีเขียวเรืองๆ มันวูบวาบ สว่างและหายสลับกันไปในความมืด ผมจับชายเสื้อพี่เจี๊ยบแน่น

พี่เจี๊ยบกลับเหอะ ผมดึงชายเสื้อพี่เจี๊ยบเพื่อชวนกลับ
เดี๋ยวสิ ยังเห็นไม่ชัดเลย พี่โดมตอบแทน

นอนไม่หลับแน่ไอน้องเกิน เสียงพี่ไกรขู่ผม สำทับให้เกิดความกลัวมากขึ้น

ใจหนึ่งผมก็กลัวที่จะเข้าไป แต่อีกใจก็อยากจะไปมองดูให้เห็นว่ากระสือที่เห็นในทีวีกับของจริงมันจะต่างกันอย่างไร บรรดาพี่ๆผมคงไม่ปล่อยให้น้องชายอย่างผมต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้ากระสือหรอกนะ ผมได้เพียงแต่คิดในใจและก้าวเดินตามพี่ชายไปติดๆ

ใกล้ถึงฝั่งคลองที่ผมเห็นแสงไฟวับแวบ ความกลัวของผมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และก็สลายหายไปในบัดดลเมื่อไปพบกับต้นตอของแสงสว่างที่พี่ชายบอกว่าเป็นกระสือ

หิ่งห้อย  ผมตะโกน
ฮ่า..ๆ เสียงหัวเราะจากพี่ๆทั้งสามคนดีใจ ที่หลอกผมได้

ผมวิ่งไล่จับหิ่งห้อยที่ริมคลอง ที่ก้นของมันส่องแสงเหลืองทองติดดับสลับไปเรื่อย จำนวนของมันมีเป็นหลักร้อยจนอาจเป็นพันตัว บินกันจนเห็นพื้นด้านล่างสว่างตา ไม่แปลกที่มองไกลออกไปจะเห็นเป็นกลุ่มก้อนของแสงที่สว่างติดๆดับๆ จนพาลคิดเห็นเป็นสิ่งอื่น

พี่เจี๊ยบนั่งพักมวนใบจากให้พี่โดมที่กำลังยืนยืดเส้นสายไปมา สายลมเย็นๆ พัดมาจากทุ่งอ้อย ผมขยับเสื้อให้ชิดตัวมากขึ้น ได้ยินเสียงครวญเพลงเบาๆจากพี่ไกรประสานเสียงเขียดริมคลอง กลุ่มหิ่งห้อยยังคงบินว่อนส่องแสงแข่งกับจันทร์เบื้องบน....

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
Hot! ภาษายังดีเหมือนเดิมนะคะ
#1  by  Swordman แห่ง Iris At 2008-09-03 09:46, 
บรรยากาศแบบนี้ยังมีอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่าเนี่ย....
#2  by  รีคอนดำ At 2008-09-03 10:00, 
กระสือ? มีจริงรึเปล่าน้า? เคยเห็นแต่ในละคร

ถ้ามีกระสือ แล้วกระหังล่ะ? แค่นึกภาพก็ขำแล้ว ใช้กระด้งแทนปีก 5555+
#3  by  LhinKo^_^ At 2008-09-03 10:04, 
ถ่ายทอดชีวิตท้องทุ่งได้ดีจริงๆครับ
แต่สงสารหนูจัง
#4  by  Nirvana At 2008-09-03 10:11, 
แ่งวๆ
#5  by  แมงปอ At 2008-09-03 10:21, 
โอ้ว ไม่ได้อ่านซะนาน คิดถึงเหมือนกันนะคะเนี่ย ^^
ตอนแรกกลัวๆ กลายเป็นวิ่งไล่จับ "กระสือ" ไปซะและ เหอๆ
ดีจังน้า~ เรายังไม่เคยเห็นหิ่งห้อยจริงๆเลยอ่ะ...
#6  by  rasia : ปลาทองในโหลดอง At 2008-09-03 10:26, 
Swordman แห่ง Iris - ขอบคุณที่ยังแวะเวียนมาครับผม

รีคอนดำ - ปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะแล้วล่ะครับ ท้องทุ่งหายไป เปลี่ยนเป็นหมู่บ้านคน

LhinKo - พี่ชายก็ชอบเล่าให้ฟังบ่อยๆเวลาไปดักหนูน่ะครับ

Nirvana - ผมเองก็เลิกดักหนูมานานแล้วล่ะครับ ตอนนี้ก็เลิกทานไปแล้วด้วยเพราะเหตุนี้ล่ะครับ
#7  by  นายฉิม At 2008-09-03 10:27, 
แมงปอ - บรรยากาศแบบนี้เคยเจอบ้างมั้ยครับbig smile

rasia ปลาทองนอกอ่าง - พี่ชายผมก็ชอบอำผมเล่นประจำล่ะครับ แต่ตอนไปเฝ้าหนูแกก็ชอบเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังประจำเลยล่ะครับว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ บางเรื่องก็จริงอย่างเรื่องที่ผมพกตะกรุดเพื่อกันภัยพวกนี้น่ะครับ ผมเองก็เลยถูกพี่ชายอำบ่อย
#8  by  นายฉิม At 2008-09-03 10:28, 
ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นแล้วครับ Hot!

แต่แถวนาใกล้บ้านยังพอมี
#9  by   At 2008-09-03 15:08, 
หมอเถื่อน - ยังดีนะครับที่ยังพอมีให้เห็น ถึงแม้จะน้อยลงก็ตาม รุ่นต่อไปคงเห็นยากครับ
#10  by  นายฉิม At 2008-09-03 15:19, 
โห บิวท์ซะผมกลัวเลยนะนั่น cry
#11  by  ตุ้ย since 2006 At 2008-09-03 17:31, 
ดีนะคะที่ไม่ใช่ของจริง sad smile
ถ้าใช่นี่ วิ่งป่าราบแน่ๆ
#12  by  Bluemoon At 2008-09-03 17:47, 
เล่นเล่าซะเสียวว๊าบเลยนะครับsad smile
#13  by  คุณจ้าวจ๊อดด!!! At 2008-09-03 17:50, 
เหอะๆๆๆๆเอาผมลุ้นตัวโก่งเลย
#14  by  dong=ดอง,โด่ง At 2008-09-03 18:24, 
อ่านทีไรก็ยิ้ม บล็อกนี่ big smile
#15  by  แก้ว At 2008-09-03 19:13, 
cry ..เขียนได้เห็นภาพเลยครับ
#16  by  เอกน้อย At 2008-09-03 19:31, 
หนูสงสารหนู ^^"
คิดถึงพี่ฉิมเหมือนกันคร้าบ big smile
#17  by  ไอ้แป้น : i-phan At 2008-09-03 19:35, 
Hot! ไม่เห็นนานแล้ว เมื่อก่อนเยอะขนาดบินเข้ามาที่ใต้ถุนบ้านเยอะเลยค่ะ
#18  by  (^_^)/nana At 2008-09-03 20:21, 
หิ่งห้อย...อ่านแล้วคิดถึงบ้านจัง
#19  by  ~*moonu*~ At 2008-09-03 20:43, 
นึกถึง หัวกะไส้ ลอยไปมา
นึกถึง หิ่งห้อย บนต้นลำพู ริมคลองอัมพวา
#20  by  จั่นเจา At 2008-09-03 21:39, 
ชื่อของแต่ละคนเพราะจังเลย เรียบง่ายแล้วก็เพราะ

ป.ล. เนื้อเรื่องสนุกมากครับ ถึงจะรู้สึกหวาดๆ แต่ก็มีความรู้สึกอบอุ่นแฝงอยู่ด้วยsurprised smile
#21  by  หมาป่าสันโดษ At 2008-09-03 22:16, 
เล่าเรื่องได้เนี๊ยบเหมือนเดิมเลยค่ะ
คิดถึงเช่นเคยbig smile
#22  by  ยายแม่บ้าน At 2008-09-03 22:27, 
แถวบ้านเรามี
55555+++

แอบดีใจนะนี่
อยู่ใน ก ทม
ส่วนมากเห็นบินมาไม่กี่ตัว
อยากเห็นเยอะๆบ้าง
confused smile
#23  by  Adrias At 2008-09-03 22:52, 
Hot!
#24  by  ~!!!EstelioN!!!~ At 2008-09-04 01:10, 
นายตุ้ย - ปล่อยให้ลุ้นให้สนุกน่ะครับ 55+

bluemoon - ถ้าใช่ก็ไม่อยู่ล่ะครับ กล้าเดินไปเพราะพี่ชายเดินไปด้วยนี่ล่ะครับ

โอ้ว..แม่เจ้า - เสียวเล่นวันละนิดจิตแจ่มใสครับ

dong=ดอง,โด่ง - สนุกสนานนะครับ ได้ลุ้น

แก้ว - ดีใจที่คุณแก้วแวะเวียนมาเยี่ยมชมนะครับ

เอกน้อย - ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมคุณเอกน้อยเสียนานเลยจะแวะไปหานะครับ

ไอ้แป้น : i-phan - ได้กลับมาอีกครั้งและแวะไปหาไอแป้นการ์ตูนก็สนุกเหมือนเดิม

nana - ชนบทเหมือนกันนะครับเนี่ยะ 55+

~*moonu*~ - กลับไปหาหิ่งห้อยเล่นที่บ้านสักพักจะเป็นไรไป โอกาสหายากนะครับ

จั่นเจา - บรรยากาศจะดีถ้ามีทั้งกระสือและหิ่งห้อยวิ่งหยอกล้อกัน เอิ๊กๆ

หมาป่าสันโดษ - เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่นำมาจากชีวิตจริง ผู้คนจริง เรื่องราวจริงน่ะครับ มันเลยได้พูดเป็นภาษาบ้านได้จริงๆ

ยายแม่บ้าน - สวัสดีครับผม ไม่ได้แวะไปหาเลยอ่ะ คิดถึงจัง

Adrias - อย่างนั้นต้องรักษาไว้ให้ดีๆนะครับ ตอนนี้หายากแล้ว

~!!!EstelioN!!!~ - ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับผม

#25  by  นายฉิม At 2008-09-04 08:39, 
อ้าวไม่ใช่ เหรอ แอบลุ้นนะเนี่ยsad smile
#26  by  \\(..U 3U..)//จุ๊บุ At 2008-09-04 17:46, 
เขียนดีจริงๆค่ะ...
ชอบนะคะ big smile
#27  by  MomMom At 2008-09-04 22:01, 
\\(..U 3U..)// - แฮะ โทษทีครับ เรื่องจริงมันเป็นแบบนี้น่ะ

MomMom - ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ
#28  by  นายฉิม At 2008-09-05 09:31, 
เพิ่งเข้ามาเยี่ยมชม แม้จะช้าไปบ้าง แต่ชื่นชมการเขียนของคุณฉิมค่ะ คุณเขียนเล่าทำให้นึกภาพตามได้เหมือนเข้าไปอยู่กับเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วย คุณฉิมเป็นนักเขียนหรือเปล่าคะ ถ้าไม่ใช่ ประกายคุณเด่นมากค่ะ
#29  by  บ้านสอนสี At 2009-01-14 13:28, 

<< Home


นพพร จันทร์ฉิม
View full profile